
โค้งเว้าของแวนคูเวอร์
น้ำหนักความน่าอยู่มากกว่า 50% ของแวนคูเวอร์แห่งแคนาดา น่ามาจากสแตนลีย์ปาร์ค (Stanley Park) หลังจากขลุกอยู่ในนั้นครึ่งวัน ถึงกล้าบอกแบบนั้น
บางคนไปที่ไหน ก็อยากตะกายขึ้นที่สูง เพื่อก้มลงมาดูตับไตไส้พุงของเมือง ฉันก็ชอบนะแบบนั้น แต่จะดีกว่า ถ้าได้บุกไปชันสูตรปอดของเมืองนั้นเลย เพราะตามทัศนะของฉัน เมืองนั้นจะน่าอยู่หรือไม่ ต้องวัดกันที่คุณภาพปอดของเมือง ว่ามีที่ทางเอาไว้ให้ชาวเมืองได้ยืดเส้นยืดสายและดมอากาศดีๆ มากน้อยแค่ไหน
ก็เหมือนนิวยอร์ก บางคนบ่นว่า ชาวนิวยอร์กอยู่กันเข้าไปได้ยังไง ตึกแน่นขนัดอัดเมืองขนาดนั้น คนพูดคงยังไม่ได้เห็นปอดของนิวยอร์กอย่าง เซ็นทรัลปาร์ค ที่ซ่อนอยู่ในดงคอนกรีตว่ามหึมาและเป็นปอดที่มีคุณภาพแค่ไหน
รถเมล์จากย่านท่าเรือ พาฉันนั่งเลาะไปหาสแตนลีย์ปาร์ค คนปอดเหล็กเท่านั้นแหละถึงจะกล้าลงเดิน ส่วนคนปอดแหกอย่างฉัน เลือกนั่งรถเมล์ที่วิ่งรอบสวน ก็สแตนลีย์ใหญ่กว่าสวนหลวง ร.9 รวมกับสวนลุมฯ ซะอีก แต่ก่อนที่นี่เคยเป็นสวนสัตว์ แต่คนแคนาดาคิดว่า สัตว์ไม่ควรถูกกักขังอยู่ในกรง จึงยกเลิกและทำเป็นสวนให้คนได้เข้ามาพักผ่อนหย่อนจิตกัน
ชาวแวนคูเวอร์หาวิธีแก้เครียดจากหน้าที่การงานด้วยการขับรถมาจอด แล้วก็วิ่งจ๊อกกิ้งในสวนแห่งนี้ หนุ่มสาวลื่นไถลไปบนถนนด้วยสเกตบอร์ด สาวๆ ใส่บิกินีมานอนผึ่งแดดของเดือนร้อน บ้างก็พาลูกเด็กเล็กแดงมาเล่นน้ำตรงสวนน้ำ ส่วนใหญ่จะมากันเป็นครอบครัว ปูเสื่อนั่งปิกนิกกันใต้ร่มไม้ บางมุมมีนักดนตรีเร่มาขับกล่อม ลูกหลานชาวมังกรมานั่งเพ้นท์รูปขาย
แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวจะไปกระจุกตัวกันอยู่แถวเสาโทเท็มของพวกชนเผ่าอินเดียนแดง เรียกว่าเป็นจุดขายของแวนคูเวอร์เลยทีเดียว ใครไปใครมาเป็นต้องไปยืนยิ้มแป้นโพสท่าอยู่ข้างเสาโทเท็ม
เสาพวกนี้เป็นพยานหลักฐานชั้นดี ที่ฟ้องว่า เดิมทีแถวนี้เคยเป็นย่านที่อยู่อาศัยของพวกชนเผ่าอินเดียนแดงมาก่อน
มุนหนึ่งของสวนสแตนลีย์มองเห็นสะพานแขวนคาปิลาโน สะพานไม้เก่าแก่อายุ 200 กว่าปีและยาวที่สุดของแคนาดา คนไม่เป็นศัตรูกับความสูง มักจะออกเดินไปทักทายกับความเสียวบนสะพาน
บังเอิญวันนั้นไม่ได้มีนัดกับความเสียว แต่มีนัดกับความสุนทรีย์ เลยรีบนั่งรถเมล์บึ่งไปที่เกาะแกรนวิลล์ (Granville Island) อย่างเร็วพลัน
เขาว่าที่นี่ เป็นมุมที่มีไว้ให้สะกิดอารมณ์สุนทรีย์ของแวนคูเวอร์ พวกสุขนิยมอย่างฉันไม่เคยมีประวัติเชิดใส่ความสุนทรีย์
คล้ายว่านักท่องเที่ยวที่มาแวนคูเวอร์ จะแวะเวียนมากองรวมกันอยู่ที่นี่ เกาะแกรนวิลล์เลยคึกคักผิดวิสัยแม้เป็นวันธรรมดา
ตลาดนัดขายอาหารการกิน ตลาดต้นไม้ดอกไม้ ตลาดนัดศิลปะ ตลาดขายของเด็กเล่น ตลาดของแต่งบ้าน ลานกลางแจ้งสำหรับศิลปะทุกแขนง ใครจะร้องเพลง ดีดสีตีเป่า เรียกว่ามีดีอะไรมาโชว์ เกาะแกรนวิลล์ก็อนุญาตให้อวดเพื่อแลกเงินดอลลาร์ได้อย่างเต็มเหนี่ยว
ไม่ว่าจะไปมุมไหนของเกาะจึงมีความสุนทรีย์สะกดรอยตามไปทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะตรงท่าเรือ มีม้านั่งยาวและเก้าอี้ให้นั่งกินบรรยากาศทอดสายตามองฝั่งเยลทาวน์(Yale Town) ของแวนคูเวอร์ได้อย่างเต็มตา โดยมีเสียงเพลงคลอเคลียอยู่ข้างหูอย่างไม่รู้เบื่อ
หลายคนมานั่งกินมื้อกลางวันกันที่นี่ เพราะอาหารการกินมีให้เลือกมากหน้าหลายตา แถมไม่แพงจนเกินไป เพราะเป็นร้านในตลาดนัด แต่ทำที่ทางไว้ให้นั่งกินอย่างสะดวก
ใจอยากจะอ้อยอิ่งอยู่แถวนี้จนถึงเย็นย่ำ แต่ถนนร็อบสัน (Robsan Street) รอฉันอยู่ ถึงไม่ได้เป็นสาวประเภทรักการช็อปปิ้งอย่างเข้าเส้น แต่ก็ยังอยากเห็นหน้าถนนสายช็อปปิ้งชื่อดังประจำแวนคูเวอร์ ว่าจะเผ็ดร้อนแค่ไหน
ผลการสำรวจถนนร็อบสันอยู่พักใหญ่ พบว่าร็อบสันไม่ใช่ถนนสายช็อปปิ้งที่เร่าร้อนเท่าย่านมอนทีนาโปเลโอเนในมิลาน หรือถนนชองเอลิเซ่ในปารีส แต่ก็ใช่ว่าจะกันดารเสน่ห์จนเกินไป
กระโจนขึ้นรถเมล์ข้ามเกาะกลับไปฝั่งดาวน์ทาวน์ สองเท้าไปหยุดแถวย่านแกสทาวน์(Gastown) นาฬิกาไอน้ำเรือนแรกของโลกพ่นไอน้ำฟุ้งปลิวออกมาต้อนรับขับสู้ ที่จริงมันทำตามหน้าที่พ่นไอน้ำออกมาอย่างนี้ทุก 15 นาที อย่างไม่เคยอิดออดใส่นักท่องเที่ยว นี่ถ้าไม่ได้สายการบินไชน่า แอร์ไลนส์ (โทร.0-2250-9888 หรือคลิก www.china-airlines.com) พาเหาะมาส่ง คงไม่ได้เห็นสัดส่วนและโค้งเว้าของแวนคูเวอร์ ที่มองมุมไหนก็รื่นใจสบายตา
แวนคูเวอร์เป็นแบบนั้นจริงๆ
"กาญจนา หงษ์ทอง"



