ไลฟ์สไตล์

เอกชนหนุนงาน “คนพิการ-สูงวัย” เพื่อความปลอดภัยบนถนน

เอกชนหนุนงาน “คนพิการ-สูงวัย” เพื่อความปลอดภัยบนถนน

27 พ.ย. 2560

...

เอกชนหนุนงาน “คนพิการ-สูงวัย”เพื่อความปลอดภัยบนถนน “สานพลังประชารัฐเพื่อสังคม”E6เพื่อสังคมไทยยั่งยืน(1)

 

งานสานพลังบริษัทจดทะเบียนเพื่อสังคมไทยยั่งยืน ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ถือเป็นการเปิดพื้นที่ สร้างความเข้าใจบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาและช่วยเหลือสังคมไทย ตามแนวทางกิจกรรมเพื่อสังคมและต่อยอดสานพลังสู่โครงการประชารัฐเพื่อสังคม ซึ่งเป็นความร่วมมือจากบริษัทเอกชน กับภาครัฐ ภาคประสังคมที่เกิดขึ้นโดยมีการเสวนาหัวข้อ “บริษัทจดทะเบียนกับโครงการประชารัฐเพื่อสังคม”เสนอตัวอย่างแนวทางการดำเนินงานจากบริษัทเอกชนชั้นนำของประเทศไทย ใน 5 ด้านตามประเด็นเร่งด่วนของโครงการ โดยนายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและเลขานุการโครงการประชารัฐเพื่อสังคม ภาคเอกชน ให้เกียรติเป็นผู้ดำเนินรายการ

นางนวลพรรณ ล่ำซ่ำกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวในประเด็น การส่งเสริมการมีรายได้และการมีงานทำของผู้พิการ ว่า ประเทศไทยมีคนพิการประมาณ 1 ล้านที่ลงทะเบียนในระบบ และจำนวน1 ใน 3 สามารถทำงานเลี้ยงตัวเองได้ แต่ยังพบว่า คนพิการไม่มีอาชีพต้องอาศัยคนในครอบครัวเป็นผู้ดูแล ซึ่งตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มี 3 มาตราที่เกี่ยวข้อง คือ มาตรา 33 ที่บริษัทเอกชนต้องจ้างงานคนพิการร้อยละ 1 ของพนักงานทั้งหมด

ตัวอย่างบริษัท เมืองไทยประกันภัยฯเองมีการจ้างงานคนพิการเข้าทำงาน ในตำแหน่งที่ไม่ขัดต่อสภาพและความพิการ เช่น เคยมีคนตาบอดมาทำหน้าที่โอเปอเรเตอร์ คนขาพิการเข้าทำงานตำแหน่งคีย์คอมพิวเตอร์ มีหลายบริษัทที่เปิดโอกาสให้คนพิการเข้าทำงานส่วนมาตรา 34 หากไม่สามารถจ้างคนพิการ บริษัทต้องส่งเงินเข้ากองทุนคนพิการฯเป็นประโยชน์ทางอ้อม ต้องยอมรับว่าคนพิการเองอยากอยู่ในบ้าน ชุมชน อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ( Safety Zone)ของเขา รวมทั้งมาตรา 35ที่กล่าวถึงการส่งเสริมการสร้างงานให้คนพิการ บริษัทเมืองไทยประกันภัยได้ทดลองทำมา 4 ปีแล้ว โดยเลือกจังหวัดนำร่องที่จังหวัดสระแก้ว ปัจจุบันขยายไปจังหวัดราชบุรี นครราชสีมาด้วย เนื่องจากคนพิการส่วนใหญ่ติดที่จะอยู่บ้านหรือภูมิลำเนาของตนเอง บริษัทได้เริ่มสร้างอาชีพเกษตรกรรม เช่น การเลี้ยงหมู ไก่ไข่ ปลูกผักปลอดสารพิษ ฯลฯ หลังจากนั้น เมื่อดำเนินโครงการเสร็จบริษัทได้จ่ายเงินสมทบให้ 50,000 บาทต่อรายเพื่อใช้ต่อยอดถือเป็น CSR โดยตรงของบริษัทแบบครบวงจรลงหยั่งรากถึงพนักงานทุกคนในองค์กร เพราะมีความสนใจอยากไปร่วมเรียนรู้ด้วยนอกจากนี้พบว่ามีหลายบริษัทที่ทั้งเป็นสมาชิกของหอการค้าไทยที่เข้าร่วมโครงการแล้ว รวมทั้งบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯด้วยนอกจากทำโครงการแล้วทำให้คนพิการมีพื้นที่ยืนในสังคม ผู้ที่ร่วมทำโครงการยังมีใจที่เป็นสุขด้วย

นายทนง โชติสรยุทธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)กล่าวในประเด็น การส่งเสริมการมีรายได้และการมีงานทำของผู้สูงอายุ ว่า ปัจจุบันมีผู้สูงอายุในประเทศไทยประมาณ 10.4 ล้านคน เมื่อคิดว่า เราสามารถจะช่วยอะไรในสถานการณ์นี้ จากประเมินสถิติผู้สูงอายุที่ทำงานได้จริงจะมีช่วงอายุ 60-79 ปี จำนวนถึง 9 ล้านคน และ 1 ใน 3 หรือ 2.5 ล้านคน ที่ทำงานได้และยังทำงานอยู่ บริษัท ซีเอ็ด ฯจึงริเริ่ม“โครงการ 60+ มีไฟ” รับคนที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ที่ยังทำงานได้ และมีที่พักอาศัยอยู่ใกล้กับร้านซีเอ็ด 530สาขาทั่วประเทศเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา พบว่าใน 3 วันแรกที่รับสมัครผ่านเฟซบุ๊คมีคนช่วยอ่านและแชร์ไปกว่า 1 ล้านคน จากนั้นภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์มีผู้สูงอายุสมัครงานกว่า1,000 คน ถือว่าเป็นโครงการที่ได้รับกระแสสังคมน่าสนใจมาก หลักใหญ่คือการให้โอกาส เห็นคุณค่าของผู้สูงอายุในเรื่องของประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน แต่บริษัทไม่สามารถรับผู้สูงอายุทั้งหมดได้เป็นเพียงการนำร่องที่ดีที่เป็นประโยชน์ เชื่อว่าจะเริ่มต้นให้หลายองค์กรร่วมกันช่วยรับและให้โอกาสผู้สูงอายุเข้าทำงานเป็นโอกาสที่ดีในการช่วยเหลือสังคมได้เป็นอย่างดี

นายนิพนธ์ ลีละศิธร ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในประเด็น การออมเพื่อการเกษียณอายุ ว่าบริษัททำโครงการร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯมา ประสบการณ์จริงเป็นที่โรงงานเพชรบุรี แท้จริงเริ่มดำเนินโครงการส่งเสริมการออมให้กับพนักงานตั้งแต่ปี2548 โดยเริ่มจากร่วมกับกระทรวงอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในโครงการ Happy workplace อาทิ โครงการย่อยแบ่งที่ดินรอบโรงงานปลูกผัก เลี้ยงปลา-กบ ฯลฯ โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงต่างๆ ต่อยอดจนสามารถสร้างรายได้ในแผนก จนกระทั่ง 2551-2552 ร่วมกับสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติจากนั้นในปี 2556 ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในโครงการ Happy Money ทั้งการให้ความรู้ชุดแนวทางการออมหลายรูปแบบให้กับพนักงานในโรงงาน หลายโครงการเป็นการต่อจิ๊กซอจนกระทั่งถึงปัจจุบันจากภาคบังคับของบริษัทเอกชนเรื่องการออมเตรียมเกษียณ มีรูปแบบประกันสังคมรองรับ ทางบริษัทยังมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและสร้างรายได้จากการทำเกษตรหลังเลิกงานจนสามารถเปิดเป็นตลาดนัดเกษตรจำหน่ายระหว่างพนักงานหลายร้อยคน

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมออมรูปแบบต่างๆของพนักงาน อาทิ กลุ่มสะสมธนบัตรใบละ 50 บาท หรือ สลากออมสิน แต่ยังมีพนักงานบางส่วนที่ยังมีปัญหาหนี้สิน ทางตลาดหลักทรัพย์ฯได้จัด ทีมโค้ชช่วยอบรมให้กับหัวหน้าแผนกเพื่อเป็นเทรนเนอร์ในการบริหารจัดการการเงิน อาทิ การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย การจัดการหนี้สิ้น ไปจนถึงการออมฯลฯ ปัจจุบันโครงการของพนักงานสามารถสร้างรายได้เป็นเงินฝากทั้งหมด3.2 ล้านบาท ดังนั้น หากตั้งใจจะทำสิ่งใด อย่างเช่นทั้งโรงงานร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่สามารถเดินหน้าจนสำเร็จได้ ผลที่บริษัทพบไม่อาจคิดเพียงตัวเลขยังมีเรื่องของความสามัคคีของพนักงานในโรงงาน และความสามัคคีในชุมชนรอบข้างอีกด้วย.