
ปั้นครูคณิตสู่ความเป็นเลิศผศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์
ตอนนี้การเรียนคณิตศาสตร์ของไทยเป็นแบบท่องจำ ที่ยึดตามโจทย์ ตามคำตอบของหลักสูตรที่ได้รับมาจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยไม่ได้เป็นการสร้างสถานการณ์ปัญหาให้เด็กได้รู้จักแก้ปัญหาตามกระบวนการคิด ธรรมชาติของเด็ก
ซึ่งถ้าทุกโรงเรียนปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการสอนแบบใหม่ คณิตศาสตร์ก็จะกลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ไม่ใช่นามธรรมอย่างที่ผ่านมา ดังนั้นหากนำปฏิรูปการเรียนรู้โดยนำนวัตกรรมใหม่เข้ามามีส่วนร่วม อีก 20 ปีข้างหน้าเด็กไทยทุกคนคงรักและเก่งคณิตศาสตร์ได้ไม่อยาก" เสียงสะท้อนจาก “ผศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคณิตศาสตรศึกษา มข." หนึ่งในนักวิชาการนักวิจัยที่ศึกษาแนวทางการเรียนคณิตศาสตร์รูปแบบใหม่ เพื่อกระตุ้นให้เด็กไทยหันมาสนุกคิด สนุกเล่น สนุกเรียนรู้คณิตศาสตร์
ผศ.ดร.ไมตรี เล่าว่า โครงการวิจัยและพัฒนารูปแบบการพัฒนาการคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนด้วยวิธีการศึกษาชั้นเรียน (Lesson Study) และวิธีการเรียนแบบเปิด (Open Approach) มาเป็นเวลา 8 ปีแล้ว โดยมีเป้าหมายที่มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชั้นเรียนด้วยวิธีการแบบเปิดซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่นใช้มากกว่า 50 ปี
เน้นการสอนให้นักเรียนได้มีประสบการณ์หลากหลายกับปัญหาปลายเปิดที่มีลักษณะหลายๆ คำตอบ อันเกิดจากกระบวนการแก้ปัญหาหลากหลายวิธีที่นักเรียนคิดออกมา ไม่ใช่ครูเป็นผู้บอกคำตอบ เหมือนการเรียนการสอนในปัจจุบัน ที่มุ่งแต่ผลลัพธ์ในการสอบแข่งขัน ขาดการจัดกระบวนการทางความคิดที่จะให้นักเรียนรู้จักคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุมีผล ศูนย์วิจัยคณิตศาสตรศึกษาจึงมีโครงการพัฒนาการคิดทางคณิตของนักเรียนด้วยวิธีการศึกษาชั้นเรียน และวิธีการคิดแบบเปิดเข้ามาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
“ผมเรียนปริญญาเอกที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้เห็นถึงการพัฒนาการเรียนคณิตศาสตร์ ที่เด็กไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ยุ่งยาก หรือไม่น่าสนใจ เพราะจริงๆ แล้วการเรียนคณิตศาสตร์เป็นเรื่องที่สนุกมาก ถ้าครูรู้จักนำนวัตกรรมใหม่มาปรับใช้ โดยสร้างสรรค์สื่อการสอน การทดลองตามแผนการเรียนรู้" ผศ.ดร.ไมตรี เล่า
จุดเริ่มต้นในการสะท้อนให้เห็นถึงการเรียนคณิตศาสตร์สนุก และพัฒนาวิชาชีพครู โดยส่งเสริมกระบวนการคิดทางคณิตศาสตร์ พร้อมบูรณาการใช้ภาษาไทยของนักเรียนผ่านการสัมผัส บริบทจริง ทุกอย่างล้วนเกิดได้จาก “ครู” ผู้เสียสละเวลาในการจัดวางแผนร่วมกัน ผศ.ดร.ไมตรี บอกว่า การเรียนรู้ของเด็กจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าครูไม่เป็นผู้แนะ แต่ครูในปัจจุบันไม่ได้เป็นผู้แนะ เป็นผู้ป้อนความรู้ โดยที่ไม่เคยหันมามองว่า ธรรมชาติของเด็ก วิถีการเรียนรู้ของเด็กเป็นเช่นใด
“การพัฒนาชั้นเรียนตามโครงงาน ช่วงแรกๆ ยากลำบากพอสมควร เพราะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนของครูให้แตกต่างไปจากอดีต โดยให้ครูกล้าที่จะรับฟังคำวิจารณ์จากผู้อื่น เสียสละเวลาในการทำแผนร่วมกันทุกเย็นหลังเลิกเรียน พร้อมทั้งเรียนรู้กระบวนการคิดของเด็กที่แตกต่างกันออกไป และครูเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการสอน ส่วนเด็กกลายเป็นผู้กำหนดคำตอบตามความคิดของเด็กแต่ละคน” ผศ.ดร.ไมตรี เล่า
โรงเรียนที่เข้าอยู่ในการดำเนินงานพัฒนาเปลี่ยนแปลงชั้นเรียน ช่วงปี 2549 จนถึงขณะนี้ มีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ และกำลังกระจายบูรณาการเรียนวิชาอื่นๆ ร่วมด้วย ช่วงแรกที่ดำเนินโครงการมีโรงเรียนระดับประถมศึกษาและโรงเรียนขยายโอกาส 4 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ 1.ร.ร.คูคำพิทยาสรรพ์ 2.ร.ร.ชุมชนบ้านชนบท 3.ร.ร.บ้านบึงเนียมบึงใคร่นุ่น และ 4.ร.ร.หนองตูมหนองงูเหลือม ทางศูนย์เข้าไปเป็นพี่เลี้ยง ช่วยออกแบบหลักสูตรพัฒนาบุคลากร สื่อ คู่มือ เอกสาร พร้อมอบรมครู ผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ สร้างเครื่องมือวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เข้าร่วมสังเกตการและประชุมสะท้อนผลแต่ละ และร่วมกันทุกโรงเรียน
ต่อมาได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขยายแนวคิดเข้าไปในโรงเรียนภาคอีสานบนและอีสานล่าง และภาคเหนือ ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมเพิ่มขึ้น 23 โรงเรียน ทุกกิจกรรม ครูต้องทำร่วมกับศูนย์เพื่อให้วัฒนธรรมการเรียนแบบใหม่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ซึ่งเมื่อดำเนินไปสักระยะ เห็นพัฒนาการเรียนคณิตศาสตร์ของเด็ก ที่ครูและเด็กต่างเรียนรู้ไปพร้อมกัน และนั่นก็เป็นตัวกระตุ้นให้ครูเสียสละเวลาเพื่อเด็ก
“คณิตศาสตร์” เป็นอีกวิชาหนึ่งที่เด็กมองว่ายาก แต่สำหรับเด็กในโครงการ ผศ.ดร.ไมตรี บอกว่า หลังจากเรียนคณิตศาสตร์แบบสร้างกระบวนการคิด และตามธรรมชาติของเด็กเอง ทำให้เด็กตื่นเต้น สนุก กระตือรือร้นอยากเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญการแก้สถานการณ์ปัญหาคณิตศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้จะช่วยให้พัฒนาการด้านความคิดของเด็กในชั้นเรียนก้าวหน้ามากขึ้น
ปัญหาทางคณิตศาสตร์ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น อเมริกา สิงคโปร์ ฯลฯ ไม่ใช่เรียกว่า “ปัญหา” แต่เรียกว่า “สถานการณ์ปัญหา” ดังนั้นถ้า “ครูไทย” มองปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนคณิตศาสตร์เป็นสถานการณ์ปัญหาที่ต้องร่วมกันแก้ ทั้งครู ผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ไม่ใช่หน้าที่ของหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียว
“คณิตศาสตร์เป็นเรื่องสนุก แต่ต้องรู้จักจัดกิจกรรม สร้างสรรค์สื่อดีๆ มาช่วยในการกระตุ้นกระบวนการคิดให้แก่เด็ก ดังนั้นการแก้ปัญหาเด็กเบื่อ ไม่สนใจ การเรียนคณิตศาสตร์ จนนำพามาการขาดแคลนครู เพราะเด็กในวันนี้ก็คือบุคลากรของประเทศในวันข้างหน้า ดังนั้นเมื่อเด็กไม่รักคณิตศาสตร์ ไม่อยากเรียน แล้วใครจะมาเป็นครู ศูนย์จึงพยายามทั้งอบรมครูแบบค่อยไปค่อยไปอย่างถาวร ไม่ใช่จับแพะชนแกะ เพราะไม่อย่างนั้นอีก 20 หรือ 30 ปีข้างหน้า เด็กไทยไม่มีทางเก่งคณิตศาสตร์ได้ทุกคนอย่างแน่นอน และครูคณิตศาสตร์ก็คงต้องขาดแคลนต่อไปเรื่อยๆ”
สนนวัตกรรมการเรียนคณิตศาสตร์แบบใหม่ สนุก ตื่นเต้น และทำให้เด็กกระตือรือร้นอยากเรียนคณิตศาสตร์ สอบถามโทร.0-4320-3165 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.crme.kku.ac.th
0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0 เรื่อง



