ไลฟ์สไตล์

ห่วงใครให้ใส่หมวก

ห่วงใครให้ใส่หมวก

18 ก.ย. 2560

....

 มาตรการองค์กร ช่วยลดอุบัติเหตุ  เพื่อความปลอดภัยทางถนน เสริมพลังประชารัฐ  จากนโยบายของรัฐบาลที่เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาอุบัติเหตุและความเสี่ยงจากการใช้รถใช้ถนนของคนไทย ไม่เพียงเฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น  

ความปลอดภัยทางถนน เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะต้องสร้างความตระหนักให้สังคม องค์กร นำมาสู่ความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม หรือ “ประชารัฐเพื่อสังคม E6” ผ่านแนวทางที่เป็นกุญแจสำคัญ คือ กลไกมาตรการองค์กร ในการหาทางออกเพื่อแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน ต้องอาศัยการดำเนินงานมีคณะทำงานวางแผนที่เป็นรูปธรรมรวมทั้งสร้างความร่วมมือของพนักงานในองค์กร ผู้บริหารองค์กร และฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญหลักในการผลักดันปฏิบัติและติดตามผลอย่างต่อเนื่องชัดเจน 


นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) และคณะทำงานประชารัฐเพื่อสังคมด้านความปลอดภัยทางถนน บอกว่า จากสถานการณ์ตัวเลขการคาดประมาณขององค์การอนามัยโลก (WHO) การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ พบว่าประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมากถึง 36.2 คนต่อแสนประชากร เป็นอันดับ 2 ของโลก และเป็นอันดับหนึ่งของโลกในการเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์  


ตัวเลขจากใบมรณะบัตรและการรับรองการตายพบจำนวนผู้เสียชีวิตถึง 15,045 คน หลังจากนั้นนำตัวเลขมรณะบัตรมาตรวจสอบซ้ำ เทียบกับข้อมูลของบริษัทประกันภัย และข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า ข้อมูลการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมีจำนวนถึง 21,000 คนต่อปี แนวโน้มยังคงที่และขยับลดลงเพียงเล็กน้อย เมื่อพิจารณาผู้เสียชีวิตจะเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มแรงงานร้อยละ 40 และวัยรุ่นอายุ 15-19 ปีเด็กที่อยู่ในสถานศึกษา เมื่อนำมารวมกันจะพบว่าเป็น 2ใน 3 ของผู้เสียชีวิตบนท้องถนนทั้งหมดและเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์  


“ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ไม่สวมหมวกกันน็อก ขับรถย้อนศร ฯลฯ ยังไม่สามารถจัดการด้วยการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างสมบูรณ์ ต้องดึงบทบาทของสังคมและองค์กรเข้ามาช่วย”  


นพ.ธนะพงศ์ กล่าวว่า ทางทฤษฎีเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่ มีหลายองค์ประกอบ อาทิ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ระดับปัจเจก การให้ความรู้ฝึกอบรม รณรงค์ การตรวจจับโดยใช้กฎหมายเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพิ่มอีกสิ่งหนึ่งเข้ามา คือ “มาตรการองค์กร” โดยคณะทำงานฯ เสนอให้หน่วยงาน องค์กร สถานประกอบการ หรือโรงงาน เป็นต้นสังกัดของกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้เป็นเจ้าภาพหรือแกนนำในการดำเนินการ เช่น ต่อไปเมื่อพนักงานขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาในโรงงานต้องสวมหมวกกันน็อกทั้งไป-กลับ เช่นเดียวกับโรงเรียน ที่นักเรียนขับขี่รถจักรยานยนต์มาโรงเรียน หน้าโรงเรียนต้องให้ตรวจหมวกกันน็อก  
“ความรู้สึกร่วมที่สำคัญของมาตรการองค์กร คือ ความห่วงใย ในฐานะนายจ้างที่ห่วงใยชีวิตลูกจ้าง ในฐานะครูที่ห่วงใยชีวิตลูกศิษย์นักเรียน มาตรการองค์กรนี้ควรถูกนำเสนอด้วยภาพของความห่วงใย อาทิ โครงการ “ห่วงใครให้ใส่หมวก” เป็นต้น เชื่อว่าจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญขององค์กรที่จะทำให้ภาพของความห่วงใยเป็นรูปธรรมขึ้น ต้องอาศัยปัจจัยประกอบ อาทิ การปรับสิ่งแวดล้อมโรงงานให้เอื้อต่อการขับขี่อย่างปลอดภัย เลนรถจักรยานยนต์ ที่เก็บหมวกกันน็อก หรือบางโรงเรียนออกมาตรการว่า ถ้าไม่นำหมวกกันน็อกมาต้องจูงรถมาถึงที่จอด” 


มาตรการองค์กรที่ ศปวถ. ในฐานะหนึ่งในคณะทำงานฯ นำเสนอมี 4 ข้อสำคัญ คือ  
1. ให้มีนโยบายและสื่อสารนโยบายที่ชัดเจนในสถานประกอบจากผู้บริหาร ผู้ว่าจ้าง ฯลฯ  

2. มีกลไกโครงสร้างกำกับ เช่น มีบุคลากรที่ทำหน้าที่ดูแลกำกับการใช้รถใช้ถนนปลอดภัย ฝ่ายบุคคล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ หรือทุกโรงงานจะมีฝ่ายหนึ่งที่สำคัญคือ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) สามารถเฝ้าระวังและดูแลเรื่องการสวมหมวกกันน็อก ไปส่งสินค้าความพร้อมของรถและผู้ขับรถ เป็นต้น ซึ่งจป.มีระบบการจัดการความปลอดภัยในที่ทำงานที่ได้มาตรฐานอยู่แล้ว เช่น การบ่งชี้ความเสี่ยง ทำให้เฝ้าระวังการขับขี่ไม่สวมหมวก เมาแล้วขับ เป็นต้น สามารถนำความเสี่ยงมากำหนดมาตรการดำเนินการ และติดตามผลได้  

3. มีระบบการกำกับติดตาม และการสร้างแรงจูงใจ พบว่าระบบที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม คือ การเฝ้าดูพฤติกรรมผ่านเทคโนโลยี เช่น กล้อง CCTV นำข้อมูลกลับมาสะท้อนให้พนักงาน การเฝ้าระวังต้องทำให้เกิดบรรทัดฐาน (Norm)ร่วมกันของสังคม ให้เทียบเคียงตัวอย่างกรณีการไม่จอดรถที่จอดผู้พิการ ที่ประชาชนเองร่วมเฝ้าระวัง มีการติดตามถ่ายคลิปวิดีโอผู้ทำผิดไว้ เครื่องมือสำคัญที่ทำให้เกิดเป็นบรรทัดฐานสังคม คือการถูกแบ่งปันวิดีโอในสังคมออนไลน์ (Share) พฤติกรรมนี้ไม่ได้เป็นพฤติกรรมส่วนตัวแต่เป็นพฤติกรรมร่วมขององค์กรด้วย เมื่อไหร่ก็ตามที่ Norm ของสังคมไม่ยอมรับพฤติกรรมต้นสังกัดหน่วยงานก็จะไม่ยอมรับด้วย รวมทั้งการสร้างแรงจูงใจทั้งบวกและลบ ให้รางวัลและลงโทษ เช่น บริษัท SCG ถ้าพนักงานไปเมาแล้วขับจะมีผลต่อการพิจารณาโบนัส เป็นต้น  

4. มีระบบประเมินผลที่ชัดเจน “การดำเนินงานเรื่องความปลอดภัยทางถนนนั้นต้องดำเนินงานใน 2 ส่วนที่สำคัญคือ การผลักดันในระดับนโยบายส่วนกลาง มีกฎหมายโดยกระทรวงแรงงานในเรื่องของการคุ้มครองแรงงานอยู่แล้วถือเป็นเรื่องภาคนโยบายที่จะต้องปรับการดำเนินเชิงกฎหมายให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นอีก นอกจากภาครัฐยังมีภาคเอกชน ที่ยังต้องไปดำเนินงานร่วมกับจุดจัดการ หรือสถานประกอบการขนาดใหญ่ เพื่อออกมาตรการภายในองค์กรของตน  


นพ.ธนะพงศ์ บอกว่า นอกจากการสร้างจิตสำนึก และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังที่ภาครัฐดำเนินการแล้ว “มาตรการองค์กร” ถือเป็นอีกหนึ่งกุญแจที่สำคัญที่ภาคเอกชนเองสามารถดำเนินการควบคู่ ให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากในระดับองค์กร ขยายต่อไปสู่สังคม ชุมชนโดยรอบ เพื่อ “ความปลอดภัยทางถนน” เกิดขึ้นได้อย่างเต็มพื้นที่