ไลฟ์สไตล์

งานประชารัฐเพื่อพัฒนาสังคมยั่งยืน

งานประชารัฐเพื่อพัฒนาสังคมยั่งยืน

16 ต.ค. 2560

....

“ตลาดหลักทรัพย์ฯ” รวมพลังบริษัทจดทะเบียน เคลื่อนงานประชารัฐเพื่อพัฒนาสังคมยั่งยืน

การดำเนินงานโครงการ “ประชารัฐเพื่อสังคม” ที่นำร่องขับเคลื่อนใน 5 ประเด็นเร่งด่วน จนเกิดผลเป็นรูปธรรมด้วยความร่วมมือจาก 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ภาครัฐ ภาคประชาคม รวมทั้งภาคเอกชนซึ่งเข้าร่วมสนับสนุนศักยภาพในการบริหารจัดการและพัฒนาโครงการย่อยตามความสามารถของแต่ละหน่วยงาน นำโดยสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม และอีกหนึ่งหน่วยสำคัญ คือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ได้เชิญชวนและสื่อสารความเข้าใจกับสมาชิกบริษัทจดทะเบียนเพื่อเดินหน้าและขับเคลื่อนงานประชารัฐเพื่อสังคมให้เกิดผลที่ชัดเจนตามเป้าหมายในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน โดยการจัดงาน สานพลังบริษัทจดทะเบียนเพื่อสังคมไทยยั่งยืน ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา

 

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายในงานว่าปัจจุบันประเทศไทยยังมีคนด้อยโอกาสในสังคมอีกมาก ทั้งคนพิการ ผู้สูงอายุ ฯลฯ จึงอยากเชิญชวนให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change agent)ร่วมกันทำสิ่งที่ดีเพื่อสังคม นอกจากการเติบโตทางธุรกิจยังจำเป็นต้องสร้างจิตสำนึกที่จะทำเพื่อผู้อื่นเพื่อสังคม เนื่องจากสังคมและประเทศยังต้องการคนเสียสละและทำเพื่อส่วนร่วม โครงการประชารัฐนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และในวันนี้ได้เห็นตัวอย่างหลายบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯทำเรื่องเพื่อสังคม สาธารณะสุข ผู้สูงอายุ ฯลฯ เพื่อพัฒนาสังคมไทย

 

 ด้าน ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลสวัสดิ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ให้ความสำคัญกับการเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืนใน 2 มิติ คือ 1. การพัฒนาธุรกิจให้มั่นคงยั่งยืน โดยเริ่มการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวข้องกับสังคม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหลักการ คู่มือ หลักสูตรอบรมฯ สร้างความรู้ความเข้าใจ การประเมินผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนและการให้รางวัลเชิดชูเกียรติเพื่อให้บริษัทจดทะเบียน มีพัฒนาการการจัดการความยั่งยืนที่ทัดเทียมกับสากล เป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่นๆ ตั้งแต่ปี 2552 ถึงปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมกว่า 564 แห่ง

 

ดร.ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า มิติที่ 2 คือการที่บริษัทจดทะเบียนจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้ยั่งยืนในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมความรู้เรื่องการออม การประกอบอาชีพและการศึกษาแก่เยาวชน ประชาชนและผู้ด้อยโอกาสในโครงการต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมความรู้ในการทำธุรกิจ ผู้ประกอบ SMEs และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาการช่วยเหลือสังคมมีทั้งในส่วนที่เป็นโครงการที่บริษัทจดทะเบียนได้ริเริ่มดำเนินการเอง และการสนับสนุนโครงการความร่วมมือของภาครัฐ เช่น โครงการประชารัฐเพื่อสังคม และปัจจุบันได้ดำเนินการโครงการเพื่อช่วยเหลือสังคมกว่า 1,000 โครงการ นอกจากนี้บริษัทจดทะเบียนยังได้เข้าร่วมโครงการ SET social impact ทั่วประเทศ 77 แห่ง และสนับสนุนโครงการประชารัฐ 72 แห่ง

 

“การรวมพลังประสานการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนร่วมกับภาครัฐและภาคประชาสังคมนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาที่สังคมเผชิญในปัจจุบันและอนาคต เป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจฐานราก ทั้งนี้มีบริษัทจดทะเบียนดำเนินโครงการช่วยเหลือสังคมต่างๆอย่างมากมาย ตามศักยภาพและประเภทธุรกิจ และเชื่อกว่าการพัฒนาศักยภาพบริษัทจดทะเบียนด้วยแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะทำให้ธุรกิจเติบโตไปอย่างมั่นคงและเป็นพลังสำคัญในการทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาสังคม ในการทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและพัฒนาอย่างยั่งยืนได้” ดร.ชัยวัฒน์กล่าว

 

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ หัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะกรรมการสานพลังประชารัฐเพื่อสังคม กล่าวว่า รัฐบาลโดยการนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เล็งเห็นความสำคัญในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของสังคม ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้มีแต่มิติทางด้านเศรษฐกิจ แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำในมิติของสังคม โดยเฉพาะโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาลและสวัสดิการต่างๆของรัฐ ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมที่กระทบต่อเสถียรภาพของบ้านเมือง ทำให้ทุกภาคส่วนที่สำคัญของประเทศ ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม ร่วมกันขับเคลื่อนการทำงานตามนโยบายสานพลังประชารัฐ โดยมีเป้าหมายเดียวกันในการลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านกลไกการทำงานคณะทำงานประชารัฐ 12 คณะ

 

นายอิสระกล่าวต่อว่า คณะทำงานประชารัฐเพื่อสังคม เป็นคณะทำงานชุดล่าสุด ที่ก่อตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2559 และเป็นคณะที่มีหัวหน้าทีมทั้ง 3 ส่วน ในช่วงแรกของการทำงานจะมุ่งเน้น เรื่องการพัฒนาสังคม การทำงานที่ผ่านมามีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องและการแสดงพลังของตลาดหลักทรัพย์เป็นโอกาสสำคัญที่บริษัทจดทะเบียนที่มีความเข้มแข็ง และมีความพร้อมจะได้เข้ามามีบทบาทในการเป็นผู้นำการทำงานเพื่อสังคม และสิ่งที่สำคัญไม่ใช่การใช้เงินทุนเสมอไป แต่องค์ความรู้และประสบการณ์ทางธุรกิจทั้งในด้านการตลาด การบริหารการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมศักยภาพภาคส่วนที่เปราะบางในสังคม ให้มีความเข้มแข็งและเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ตัวอย่างการช่วยเหลือคนพิการ บริษัทสามารถจ้างคนพิการเข้าทำงานในสถานประกอบการ จ้างคนพิการทำงานในชุมชนหรือการจ้างงานตามมาตรา 35 (พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550) ขณะนี้คณะทำงานกลุ่มย่อยมีทีมที่ปรึกษาให้คำแนะนำการเชื่อมโยงดำเนินการร่วมกับประชารัฐเพื่อสังคม ทำให้บริษัทจดทะเบียนได้เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายและช่วยกันขับเคลื่อนสังคมไทยในมิติต่างๆ ให้มีความยั่งยืน

 

นางเกศรา มัญชุศรีกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หัวหน้าคณะทำงานย่อยโครงการประชารัฐเพื่อสังคม ด้านการส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณ กล่าวว่าตลาดหลักทรัพย์ฯรับผิดชอบในประเด็นของการออมของภาคประชาชนในโครงการประชารัฐเพื่อสังคมนี้ โดยการเตรียมตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ตามโจทย์ที่ว่าเราจะทำอย่างไรเมื่อคนทุกวันนี้กำลังจะสูงอายุสามารถที่จะมีเงินออมหรือมีการลงทุนไว้และเตรียมพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณ สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯทำ 2 เรื่องใหญ่ คือ 1. จัดทำชุดข้อมูลและเผยแพร่สร้างความตระหนักให้เกิดการออม และ 2. เครื่องมือในการลงทุน โดยมีการออกแอพพลิเคชั่นและทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.)ให้ลงทุนรูปแบบต่างๆเพื่อเป้าหมายการออมปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 25,000 บัญชี แท้จริงแล้วโครงการที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงบัญชี แต่ผลลัพธ์อันแรกคือว่า ทำอย่างไรคนทั่วไปเข้าใจการเตรียมความพร้อมการออม โดยร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และภาคประชาสังคม จัดทำชุดข้อมูลให้คนทั่วไปรู้จักการออมและจัดการการเงิน ซึ่งกำลังดำเนินการและได้ผลดีพอสมควร

 

ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางตัวอย่างของความร่วมมือจากหน่วยงานที่มีศักยภาพจากภาคธุรกิจและความสามารถด้านการจัดการที่ดี เพื่อช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาสังคม โดยอาศัยการทำงานประสานกับภาครัฐและภาคประชาสังคมอย่างเป็นระบบและลดอุปสรรคข้อขัดขวางการดำเนินงาน เพื่อเป้าหมายเดียวกันในการพัฒนาประเทศไทยให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม และสร้างสังคมไทยที่มีคุณภาพเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป