ไลฟ์สไตล์

ทำงานออฟฟิศต้องระวัง "โรคหมดไฟ"

ทำงานออฟฟิศต้องระวัง "โรคหมดไฟ"

09 ธ.ค. 2560

จิตแพทย์เตือนคนทำงานออฟฟิศ อาจเกิดภาวะ "หมดไฟ" ระบุส่วนใหญ่พบมากในระดับหัวหน้างาน-ผู้บริหาร

   พญ.จามรี ณ บางช้าง จิตแพทย์ เขียนบทความ เรื่อง “Burn out : หมดไฟหรือจะไปต่อ”เผยแพร่ในวารสารวิชัยยุทธจุลสาร ฉบับเดือนกันยายน - ธันวาคม 2560 ว่า เคยรู้สึกว่าทำงานแล้วอยู่ๆเหมือนกับไฟในตัวมอดลงหรือหมดไปทันที แต่ไม่ได้หมดแรง อาการเช่นว่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นกับผู้ที่ทำงานในออฟฟิศมากกว่าผู้ใช้แรงงาน และอาจพบได้มากในระดับหัวหน้างานหรือผู้บริหารระดับต้นที่กำลังต้องการสร้างผลงาน อาการหมดไฟนี้ต่างจากอาการอ่อนล้าเรื้อรัง(Chronic Fatigue Syndrome) ที่อาจมีอาการทางกายภาพผิดปกติร่วมด้วย เช่น อิดโรย อ่อนล้า ไม่มีแรง นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ 

    อาการหมดไฟ(Burn out) เป็นเรื่องของความเครียดกับการทำงานที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ อาจหายไปเมื่อรู้ตัวและหาทางผ่อนคลายความเครียดในระดับไม่สูง ทำให้ผู้ปฏิบัติมุ่งมั่นอดทน และตั้งใจปฏิบัติงานจะประสบความสำเร็จด้วยดี แต่หากความเครียดมีมากเกินไป หรือหากไม่สามารถจัดการความเครียดที่เกิดขึ้นได้ ก็จะนำไปสู่ภาวะหมดไฟ ซึ่งเกิดจากความเครียดในบริบทของการทำงานเป็นหลักดำเนินมาอย่างเรื้อรัง ส่งผลต่อทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงาน รวมถึง ผลจากความเครียดเริื้อรังอาจก่อให้เกิดโรคทางจิตเวชตามมา เช่น โรคซึมเศร้า เป็นต้น    

       นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน Maslach และ Leiter ได้ให้คำจำกัดความภาวะหมดไฟ หมายถึง การตอบสนองต่อความเครียดเรื้อรังจากการทำงาน โดยมีองค์ประกอบ 3 อย่าง ได้แก่ 1.ความอ่อนล้าทางอารมณ์(emotionally exhausted) หมายถึง ความรู้สึกหมดพลังกับการทำงานจากการรับแรงกดดันทางอารมณ์ที่มากเกินไป 2.การลดความเป็นบุคคล(depersonalization)หมายถึงการเกิดทัศนคติด้านลบต่อผู้รับบริการหรือกับงาน และ3.ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีความสามารถในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ(low accomplishment)

    จะรับมือกับอาการหมดไปอย่างไร ในประเทศแคนาดาได้มีการศึกษา โดยสอบถามแพทย์อาวุโสหลายท่านที่มีความสามารถในการปรับตัวได้ดีในเรื่องการจัดการกับภาระงานและการสร้างสมดุลในชีวิต คำตอบที่ได้มีข้อสรุป คือ  1.การมีมุมมองต่ออาชีพว่าเป็นงานที่มีคุณค่ารู้สึกภาคภูมิใจกับงานที่ทำ 2.การบริหารเวลา จัดลำดับความสำคัญของงาน ควรมีเวลามองภาพรวมของงานอยู่เสมอ พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 3.การบริหารคน ทีมที่ดีช่วยผ่อนแรงได้ การมอบหมายงานให้ตรงกับความถนัดของแต่ละคนก็เช่นกัน

     4.การยอมรับและให้อภัยตนเองได้เมื่อเกิดข้อผิดพลาด 5.กระตือรือร้นพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ รวมถึงการสอนหรือถ่ายทอดงานก็เป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ 6.ควรสังเกตตัวเอง เมื่อเริ่มเหนื่อยล้าต้องหยุดพัก 7.การออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือในบา้งครั้งที่รู้สึกเหนื่อยล้า และต้องการหาคำตอบเกี่ยวกับชีวิต การอ่านหนังสือหรือศึกษาปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาที่ตนเองนับถือก็อาจช่วยทำให้เข้าใจชีวิตได้มากขึ้น และ8.การพูดคุยแลกเปลี่ยนหรือปรึกษากับเพื่อนร่วมอาชีพ หรือคนในครอบครัว้ก็ช่วยประคับประคองจิตใจยามที่เกิดปัญห่ ทั้งนี้ ภาวะหมดไฟป้องกันได้แต่หากมีอาการจบรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันหรือการทำงาน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพจิต