
สกอ.เผยงานวิจัยฯชี้ชัดการศึกษานอกคุณภาพยังด้อย
สกอ.ด้าน หัวหน้าโครงการวิจัยฯ เผยการเรียนการสอนนอกที่ตั้งยังไร้คุณภาพ ขาดความพร้อม แข่งกันจัดการศึกษาในลักษณะคุ้มทุน ไม่สนเรื่องคุณภาพ ย้ำจัดการศึกษานอกที่ตั้งต้องได้คุณภาพเทียบเท่ามหาวิทยาลัยแม่ ไม่มุ่งตอบสนองใบปริญญาเท่านั้น ชูผลวิจัยจัดการศึกษานอกที่ตั
เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2552 ที่โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จัดประชุมสัมมนา เรื่องสถานภาพการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งของสถาบันอุดมศึกษาไทย โดยมีดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เป็นประธานกล่าวเปิด พร้อมมอบนโยบายการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งของสถาบันอุดมศึกษา ตอนหนึ่งว่า การจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งถือเป็นประโยชน์ หากจัดได้ดี และมีคุณภาพ เพราะสามารถนำความรู้เข้าถึงประชาชนที่มีข้อจำกัดทางด้านการเดินทาง ด้านเวลาที่ไม่สามารถเรียนในภาคปกติได้ แต่ขณะนี้เรื่องที่น่าเป็นห่วง คือสถาบันอุดมศึกษามักไม่คำนึงถึงคุณภาพ และทำให้เกิดผลเสีย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเป็นที่รับทราบกันดีว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่มักไม่คำนึงถึงความรู้ที่ได้รับ หวังแต่เพียงใบปริญญาเท่านั้น ดังนั้นการตอบสนองในด้านคุณภาพจึงอาจเป็นปัญหาลูกโซ่ตามมา
เลขาธิการกกอ. กล่าวอีกว่า จากการทำศึกษาวิจัยพบว่า การจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งมีประโยชน์มากกว่าโทษ เพียงแต่ต้องวางกติกาการเรียนการสอนนอกสถานที่ตั้งให้ชัดเจน ได้แก่ หลักสูตรนั้นๆ ต้องมีการจัดขึ้นแล้วภายในมหาวิทยาลัยอย่างมีคุณภาพ ซึ่งหากจัดนอกสถานที่ตั้งต้องมีคุณภาพเช่นเดียวกัน เพราะตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ ได้ลงนามไปเมื่อ 2 เดือนระบุว่า ทำได้แต่ต้องระวังเรื่องคุณภาพมาตรฐาน โดยหลักสูตรนอกสถานที่ตั้งต้องเป็นอีกหนึ่งหลักสูตร และต้องมีอาจารย์ประจำหลักสูตร 5 คนเช่นเดียวกับหลักสูตรในที่ตั้ง และก่อนดำเนินการเปิดสอนนอกที่ตั้งต้องเตรียมอาคารสถานที่ ครูผู้สอน และสิ่งอำนวยความสะดวก พร้อมทั้งต้องขออนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยด้วย เมื่ออนุมัติแล้วจึงสามารถจัดได้ ขณะที่สภามหาวิทยาลัยเองต้องตรวจสอบ และรายงานต่อสกอ.ให้ทราบภายใน 30 วัน เพื่อการติดตามต่อไป
“หลักสูตรนอกสถานที่ตั้งขณะนี้ขยายตัวมาก การดูแลให้ครบถ้วนทำไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องอาศัยประชาชน ผู้เรียน ช่วยกันดูว่า หลักสูตรใดไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ไม่ตรงตามหลักสูตร ก็ให้แจ้งข้อมูลมาที่ สกอ. เพื่อทำการตรวจสอบต่อไป ส่วนหลักสูตรที่เปิดสอนกันมากคือหลักสูตรบริหารธุรกิจ สังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ส่วนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนั้นไม่ค่อยมี การจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งนั้นมีทั้งหลักสูตรป.ตรี ป.โท และป.เอก โดยขึ้นอยู่กับความต้องการของประชาชนในพื้นที่นั้นๆ” ดร.สุเมธ กล่าว
ทั้งนี้ ผู้ที่ตัดสินใจจะเรียนหลักสูตรนอกสถานที่ตั้ง ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าหลักสูตรที่เปิดสอนสภามหาวิทยาลัยได้อนุมัติแล้วหรือไม่ และควรขอดูหลักฐานการได้รับอนุมัติด้วย ส่วนของหลักสูตรต้องพิจารณาด้วยว่าใครเป็นผู้สอน โดยต้องมีคุณสมบัติตามที่ ศธ.กำหนด เช่น หลักสูตรป.ตรี อาจารย์ต้องจบ ป.โท. และหลักสูตรป.โท อาจารย์ต้องจบ ป.เอก ในสาขาที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งอาจารย์ต้องประจำได้เพียงหลักสูตรเดียว ไปเป็นที่อื่นไม่ได้ ยกเว้นหลักสูตรที่ต่อเนื่อง ในสาขาวิชาเดียวกัน ทั้งนี้สำหรับเรื่องร้องเรียนถึงมาตรฐาน และคุณภาพการสอนนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งว่าที่ไหนจัดไม่ได้ตามคุณภาพ แต่ที่ได้รับแจ้งมาคือมหาวิทยาลัยที่จัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งซ้ำซ้อนกับอีกมหาวิทยาลัยอื่น เหมือนเป็นการข้ามแดน ทับซ้อนพื้นที่กัน
ศ. ดร.กิตติชัย วัฒนานิกร หัวหน้าโครงการวิจัยเรื่องการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งของสถาบันอุดมศึกษาไทย กล่าวว่า จากการวิจัยเรื่องดังกล่าว โดยพิจารณาจากหน่วยจัดนอกที่ตั้ง 30 แห่งของสถาบันการศึกษา 24 แห่ง พบว่า สถาบันหลายแห่งจัดการสอนนอกที่ตั้งโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย และไม่มีโครงสร้างที่เชื่อมโยงการกับการสอนปกติของสถาบัน จึงทำให้การบริหารงานของสถาบันขาดเอกภาพ รวมทั้งสถาบันเกือบทุกแห่งจัดการศึกษาในลักษณะอย่างน้อยต้องคุ้มทุน ส่งผลให้เกิดการแข่งขันระหว่างสถาบัน จนนำไปสู่การลดความเข้มงวดในการรับเด็กเข้าศึกษา หรือปิด ย้ายหน่วยจัดการศึกษา ผลเสียต่อคุณภาพและประสิทธิภาพในการจัดการศึกษานอกที่ตั้ง
ศ.ดร.กิตติชัย กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันสถาบันหลายแห่งยังขาดความพร้อมด้านสถานที่เรียน ห้องสมุด ห้องปฏิบัติการ รวมทั้งในการวัดผล และประเมินผลรายวิชาจะแยกจากการศึกษาในสถาบันหลัก และแยกระหว่างหน่วยจัดนอกที่ตั้งด้วยกันเอง นอกจากนี้ ยังมีการเวียนอาจารย์ประจำจากสถาบันหลักไปสอนยังหน่วยจัดนอกที่ตั้งในหลายสถาบัน ทำให้อาจารย์มีภาระการสอนมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงภารกิจด้านอื่น โดยเฉพาะภารกิจด้านการวิจัย จึงขอเสนอให้ สกอ.จัดทำกรอบหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการศึกษานอกที่ตั้ง เพื่อส่งเสริมการกระจายโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพไปสู่ประชาชน ทั้งนี้กรอบดังกล่าวควรมีความยืดหยุ่นที่จะรองรับความแตกต่างของรูปแบบ และวิธีจัดการศึกษานอกที่ตั้งที่อาจมีได้หลากหลาย แต่จะต้องสามารถประกันคุณภาพการศึกษานอกที่ตั้งให้ทัดเทียมกับการศึกษาในที่ตั้งด้วย



