ไลฟ์สไตล์

เปลี่ยวิกฤตสู่วิถีสุขยั่งยืน เพราะคนเกาะขันธ์จัดการตนเอง

เปลี่ยวิกฤตสู่วิถีสุขยั่งยืน เพราะคนเกาะขันธ์จัดการตนเอง

04 ก.ย. 2560

“อุทกภัย วาตภัยในปี2554 ทำให้เราเจอวิกฤต แต่ในวิกฤตมักจะมีโอกาส”

กำนันเพ็ญศรีทองบุญชู กำนันตำบลเกาะขันธ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เปรยถึงที่มาของการลุกขึ้นมาจัดการตนเอง ด้วยแนวคิด “การมีส่วนร่วม” ของคนเกาะขันธ์ที่ดำเนินอย่างเข้มแข็งมาจนก้าวสู่ปีที่ 7 ในวันนี้ ภายใต้การเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ปัจจัยความสำเร็จมาจากการร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนในชุมชนที่บูรณาการกัน เน้นการจัดการโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง การมีส่วนร่วมเป็นหัวใจสำคัญ และมีแผนชุมชนเป็นเครื่องมือ โดยทั้งผู้นำท้องถิ่นและท้องที่จับมือร่วมทำงานขับเคลื่อนต่อเนื่อง

กำนันหญิงหัวใจแกร่งย้อนวันวาน ก่อนจะเป็น “เกาะขันธ์น่าอยู่” ในวันนี้ ให้ฟังว่า เดิมคนเกาะขันธ์ต่างคนต่างอยู่ แต่ด้วยพลังคนในชุมชน ในอุทกภัยน้ำท่วมปีนั้น ทุกคนลุกขึ้นมารวมตัวเพื่อช่วยเหลือกัน โดยไม่ได้มีการผลักดันจากภาคท้องถิ่นแต่อย่างใด และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้วิถีชีวิตคนเกาะขันธ์เปลี่ยนไปสู่การเป็นชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ที่คุณภาพชีวิตดีขึ้น

“เมื่อก่อนเวลามีงบมาคนเกาะขันธ์ต่างคนต่างทำ แต่วันนี้มีกระบวนการใหม่ที่ต้องมาคิดร่วมกันก่อนทั้งตำบล” เพ็ญศรีบอกเล่า

พลังที่มาจากการมีส่วนร่วม

            ที่ “บ้านทุ่งใหญ่” มีการบริหารจัดการองธนาคารหมู่บ้าน ซึ่งเริ่มต้นจากแนวคิดที่จะส่งเสริมการออมของคนในชุมชนผ่านการบริการทางการเงินที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม ให้เป็นเครืองมือในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนในชุมชน ที่หมู่ 6 มีการใช้กลไกลของคณะกรรมการมัสยิดเป็นคนขับเคลื่อนงาน สร้างระบบเงินทุนหมุนเวียนให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อลงทุน ประกอบอาชีพและลดการเป็นหนี้นอกระบบ และยังทำกิจกรรมด้านสังคมเพื่อช่วยเหลือและดูแลกันเอง เป็นเหมือนสวัสดิการ ผ่านกองทุนต่างๆ อาทิ กองทุนญานาชะฮ กองทุนซากาต เป็นต้น

            นอกจากนี้ยังมีการจัดการน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรโดยเมื่อก่อนมีปัญหาความขัดแย้ง แย่งทรัพยากรน้ำกันเป็นประจำ เพราะประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำนาและสวนผลไม้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้น้ำมาก แต่หลังจากสามารถจัดการน้ำเองได้ จากการผลิตพืชผลการเกษตรปีละหนึ่งครั้ง สามารถทำได้ปีละสองครั้ง  สร้างเศรษฐกิจชุมชนดีขึ้น สามารถผลิตพืชผลนอกฤดูกาล ทำให้ขายสินค้าได้ราคาดีเกือบสองเท่า

“ปัจจุบันหมู่ไหนเป็นต้นน้ำเราก็มีการขุดลอก หมู่ไหนที่ทางผ่านเราก็วางท่อ หรือหมู่ไหนจำเป็นต้องสร้างฝายเพิ่มเราก็สร้างฝายเพิ่ม เราประกาศเลยวันไหนจะเปิดน้ำ มีระเบียบการใช้น้ำร่วมกัน มีหลักการปฏิบัติ สิ่งสำคัญตามมาคือเรามีกองทุนพัฒนาเกิดในหมู่บ้านเรื่องน้ำเพื่อสร้างความยั่งยืน”

            ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วม ยังสามารถรวบรวมและจัดการประมูลผลผลิตโดยชุมชน และกำหนดราคาสินค้าได้เองไม่ต้องโดนกดราคาสินค้าอีกต่อไป

“เรายังมีการแปรรูปสินค้าในชุมชนที่เดิมเคยมองว่าไม่มีประโยชน์ เช่น ต้นปาล์มสาคู ซึ่งเมื่อก่อนไร้ค่าทิ้งไว้ในชุมชน ก็มีคนในชุมชนเห็นนำไปต่อยอดนำไปเพาะเลี้ยงด้วงสาคู  ทำเป็นขนมขาย และสร้างธุรกิจมีรายได้ ถือเป็นตัวอย่างของกระบวนการพัฒนาที่เกิดขึ้นในรายบุคคลด้วย จะเห็นว่าคนในชุมชนเขาเริ่มเรียนรู้ที่จะนำทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้ประโยชน์และสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน”

บุญเสริม คชลักษณ์ คือเกษตรกรต้นแบบคนดังกล่าว เขาเริ่มปรับเปลี่ยนอาชีพมาสู่การทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยไม่ต้องไปทำงานรับจ้างในภาคธุรกิจ จึงสังเกตเห็นต้นปาล์มสาคูจำนวนมากในบริเวณริมห้วยที่กำลังสร้างฝาย จากการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง มาสู่การลองน้ำต้นปาล์มสาคูมาเพาะพันธุ์ด้วงสาคูที่เป็นหนึ่งในอาหารพื้นถิ่นที่คนนิยมเพื่อจำหน่าย โดยสามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 200 บาท และยังใช้ประโยชน์ส่วนลำต้นมาผลิตแป้งสาคูจำหน่ายและทำขนมขายในท้องถิ่น

บุญเสริมไม่ใช่คนเดียวและคนแรกที่ให้ความสำคัญกับการต่อยอดนำสิ่งของเหลือใช้มาสร้างอาชีพแต่ยังมีเกษตรกรเกาะขันธ์หลายรายที่เลือกใช้เศษไม้และเศษผลไม้ในพื้นที่มีมากมายมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงผึ้ง หรือการปลูกมะนาวในท่อเพื่อช่วยลดพื้นที่ เป็นต้น

พลังใหม่ผู้นำรุ่นใหม่

หลังผลักดันเป้าหมายการส่งเสริมชุมชนก้าวสู่วิถีพอเพียงโดยมีการนำศาสตร์พระราชามาใช้ในพื้นที่ผู้นำเกาะขันธ์ยังเห็นความสำคัญของกระบวนการส่งเสริมคนรุ่นใหม่ ที่จะเป็นรากฐานนำชุมชนไปสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน” อย่างแท้จริงให้เกิดขึ้นในชุมชนในทุกพื้นที่

ซึ่งวันนี้ ต้นแบบของฟากฝั่งผู้หลักผู้ใหญ่ที่กำลังเดินหน้าขับเคลื่อน ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เด็กเยาวชนเกาะขันธ์เดินตามรอย เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ เพ็ญศรีเล่าว่า ปัจจุบันได้เห็นปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนไป เพราะว่า พบเด็กๆ ในชุมชนหลังเรียนจบแล้วเลือกจะไม่ทำงานบริษัท แต่กลับมาช่วยพัฒนา สร้างอาชีพร่วมกันในชุมชนมากขึ้น อาทิ ตั้งโรงงานน้ำมันมะพร้าว เป็นผู้ใหญ่บ้านนักพัฒนา

ชาเรฟ แย่งกุลเชาว์ เป็นเด็กหนุ่มรุ่นใหม่อีกคนที่ผันตัวเองจากตลาดแรงงานสู่ภาคเกษตรกรรม เมื่อพบว่าหมู่บ้านมีการจัดการและแก้ไขปัญหาน้ำขาดแคลนได้ จึงทดลองหันมาสู่วิถีเกษตรผสมผสาน โดยสานต่ออาชีพเกษตรจากพ่อแม่ เมื่อพบว่าค่าใช้จ่ายปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเป็นต้นทุนสำคัญและยังสร้างผลเสียต่อสุขภาพทั้งคนปลูกและคนกิน จึงเกิดแนวคิดทำปุ๋ยหมักชีวภาพและน้ำหมักชีวภาพใช้เอง จากการศึกษาทางอินเตอร์เน็ตเมื่อทดลองใช้ในแปลงเองจนพบว่าได้ผลผลิตดี จึงขยายสู่การจำหน่ายน้ำหมักชีวภาพจากปลาทะเล ในยี่ห้อ S.Kunchai ทางอินเตอร์เน็ต ที่กลายเป็นสินค้าสร้างรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน

การดำเนินงานที่ผ่านมา ตำบลเกาะขันธ์ และใช้งบประมาณเป็นจุดยืน ทุกอย่างต้องทำประชาคมหมู่บ้าน

“เราต้องค้นหาก่อนว่าปัญหาหลักของเราคืออะไรในพื้นที่ และโครงการนั้นจะมาแก้ไขให้ตรงปัญหาได้อย่างไร ซึ่งการที่เรามีแผนชุมชนและข้อมูลในมือทำให้เราสามารถต่อยอดและรับโครงการต่างๆ ได้เร็ว เพราะเรารู้ว่าปัญหาของเราพื้นที่คืออะไร เรามีทุนคืออะไร และทำให้เราสามารถไปแก้ได้ตรงจุด”

เพ็ญศรีชี้แจงถึงกระบวนการสำคัญ และกล่าวต่อการร่วมเป็นเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่กับ สสส.ยังเป็นเสมือนน้ำมันหล่อลื่นให้คนเกาะขันธ์ได้เป็นอย่างดี

“เราเริ่มปรับกระบวนการใหม่ เปลี่ยนหลักคิด จากเดิมที่เราไม่เข้าใจในเรื่องความเป็นระบบ เราติดแต่ระบบของการสั่งการ แบบผู้นำท้องถิ่น วันนี้เราเริ่มรู้จักชุมชนดีขึ้น เรารู้ว่าจริงๆ แล้วเรามีทุนอยู่นะ และยังมีอะไรมากมายที่สามารถแปลงเป็นทุนชุมชนได้ รวมถึงการจัดตั้งธนาคารหมู่บ้านเกิดขึ้น ที่เป็นจุดเริ่มที่สร้างหลักประกันความมั่นคง”

สอดคล้องกับคำบอกเล่าของ สมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ที่เอ่ยว่าเป้าหมายสำคัญในการผลักดันงานส่งเสริมสุขภาวะชุมชนของ สสส. คือการทำหน้าที่ในการกระตุ้น สนับสนุน ส่งเสริมและจุดประกาย นวัตกรรมด้านวิธีคิดใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในการบริหารจัดการสังคม ชุมชน หรือคนในชุมชน เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายความเข้มแข็ง ความสุข

“เราใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในการแนวทาง หรือวิธีคิดในการจัดการให้หลุดจากกรอบเดิมๆ บ้าง”

บทบาทใหม่ “ศูนย์จัดการเครือข่ายสุขภาวะชุมชน”

โดยหลังจากหลายพื้นที่และต้นแบบได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของหมู่บ้านหรือตำบลอื่นๆ เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับพื้นที่ของตน ล่าสุดยังก้าวสู่การเป็นศูนย์จัดการเครือข่ายสุขภาวะชุมชนตำบลเกาะขันธ์ อ.ชะอวด และมีเครือข่ายตำบลพัฒนา 12 ตำบล ร่วมขับเคลื่อนเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติการของพื้นที่ 3 ประเด็นหลัก คือ 1 การลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ อาทิ การดูแลผู้สูงอายุ การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ เด็กและเยาวชน 2 ปัจจัยสร้างเสริมสุขภาพ อาทิ อาหารชุมชน ส่งเสริมอาหารปลอดภัย การจัดการสิ่งแวดล้อม กองทุน อาชีพเสริม ตลาดนัดชุมชน อาสาสมัคร 3 รูปธรรมการจัดการพื้นที่ อาทิ หมู่บ้านจัดการตนเองอย่างน้อย 1 หมู่บ้านโดยมีการสำรวจทุนศักยภาพของตนเอง พร้อมพัฒนาให้เกิดเป็นหมู่บ้านจัดการตนเองทุกตำบล

“จริงๆ ข้อมูลคือการนำสิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทุน ทรัพยากร หรือความเป็นผู้นำในชุมชน หน้าที่เราคือช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการจัดการให้เป็นระเบียบ ตามขั้นตอนหรือกระบวนการเท่านั้น เราเชื่อว่าเขาทำได้เพราะแต่ละชุมชนมีศักยภาพอยู่แล้ว” เพ็ญศรีกล่าวทิ้งท้าย