
ถอดบทเรียน "ประถมศึกษาไทย"!!!
ครุศาสตร์ จุฬาฯ ระบุชัด การประถมศึกษาไทยที่ผ่านมาประสบความสำเร็จแค่ด้านปริมาณแต่ยังอ่อนด้อยในด้านคุณภาพ
เมื่อวันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา สาขาวิชาประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน “วันประถมศึกษา ปี 2560” ภายในงานมีการจัดปาฐกถาศาสตราจารย์กิตติคุณ อำไพ สุจริตกุล ครั้งที่ 2 เรื่อง “การประถมศึกษา: บทเรียนจากอดีต...เพื่ออนาคตที่ดีกว่า” โดยรศ. ดร.ทิศนา แขมมณี ราชบัณฑิตและกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งมีสาระสำคัญว่า การจัดการประถมศึกษาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ประสบความสำเร็จในด้านปริมาณอย่างมาก อาทิ เด็กและเยาวชนไทยเข้าถึงการศึกษามากขึ้น จำนวนโรงเรียนทั้งของรัฐและเอกชนที่จัด การศึกษาระดับประถมศึกษามีเพิ่มขึ้นมาก ครูและบุคลากรทางการศึกษามีคุณวุฒิสูงขึ้นและมีจำนวนมากขึ้น
แต่ในทางตรงกันตาม การจัดการประถมศึกษาของไทยยังอ่อนด้อยคุณภาพ เห็นได้จากทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้และด้านทักษะทางสติปัญญาและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กไทยตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หนทางในการปฏิรูปการประถมศึกษาคือเพิ่มโอกาสในการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ มุ่งพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะกระบวนการที่สำคัญต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการดำรงชีวิตในโลกยุคดิจิทัล
และสำหรับสถาบันผลิตครูทั้งหลาย ควรเร่งผลิตครูและพัฒนาครูของครูให้มีคุณลักษณะและสมรรถนะใหม่ๆ ให้เหมาะสมตามธรรมชาติและพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญดังกล่าวสอดคล้องกับผลการเสวนาวิชาการ ซึ่งผู้ร่วมเสวนาเป็นตัวแทนพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กวัยเรียน ได้แก่ คุณสู่ขวัญ บูลกุล รศ.ดร.บัณฑิกา อารีย์กุล บุทเชอร์ และ ดร.อุไรรัตน์ สำเริงวงศ์ โดยวงเสวนาได้หยิบยกประเด็นการดูแลบุตรหลานในวัยเรียนภายใต้สังคมยุคดิจิทัลที่มีสิ่งเร้ามากมาย พ่อแม่ผู้ปกครองและครูจำเป็นต้องทำความเข้าใจธรรมชาติและตัวตนของเด็กประถมศึกษาสมัยนี้ ให้อิสระ และให้โอกาสเด็กในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ และรับผิดชอบผลของการกระทำนั้นด้วยตนเอง
พ่อแม่ผู้ปกครองยุคนี้ไม่ได้ตั้งเป้าหมายในการเรียนของลูกที่เนื้อหาสาระทางวิชาการ แต่คาดหวังให้ลูกนั้นมีทักษะกระบวนการต่างๆ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาใคร และคาดหวังบุตรหลานให้เป็นคนดี เคารพกฏกติกาบ้านเมือง
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่าการจัดการศึกษาให้กับเด็กไทยในยุคนี้ หากมัวแต่มุ่งเน้นการเรียนรู้เนื้อหาสาระหนักๆ เน้นการท่องจำ เน้นการทำการบ้านและการสอบมากๆ อาจเป็นการศึกษาที่สูญเปล่าได้ เพราะเด็กเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่จำเป็นและไม่ได้นำมาใช้ในชีวิตจริงได้ ประเด็นสุดท้ายจากการเสวนาคือทัศนคติของครูที่มีต่อเด็กเป็นสิ่งสำคัญ การมีทัศนคติเชิงบวกกับเด็กในทุกๆ เรื่องจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กในการพัฒนาตนเองได้ ทัศนคติและคำพูดของครูนั้นสามารถสร้างและทำลายคนได้ ซึ่งสาระสำคัญทั้งหมดนี้ถือเป็นข้อความสำคัญสำหรับกลุ่มผู้บริหารและครูโรงเรียนประถมศึกษา ตลอดจนสถาบันผลิตครูประถมศึกษาทั่วประเทศ



