“ถึงเวลาเผือก” สอดส่องดูแลความปลอดภัยเพื่อผู้หญิง
รู้ไหมว่า? ในช่วงปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีเหตุการณ์คุมคามทางเพศบนรถโดยสารสาธารณะถึงร้อยละ 35 ของประชากรทั้งหมด แก้ไขได้ด้วยการสอดส่งดูแล
องค์การแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย จับมือกับ ภาคีเครือข่ายรณรงค์เมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิงจัดกิจกรรมรณรงค์เมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง "Safe Cities for Women" เนื่องในวันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากลปี 2560 ภายใต้แคมเปญ “ถึงเวลาเผือก”
เหตุการณ์จำลองการคุกคามทางเพศ
ภายในงานมีการจำลองสถานการณ์การคุกคามทางเพศบนรถโดยสารสาธารณะ พร้อมกับการนำเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง 360 องศา ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสสถานการณ์จริงอย่างใกล้ชิดผ่านแว่น Virtual Reality (VR) อีกทั้งยังมีการเสวนาในหัวข้อ “เราสามารถยุติการคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างไร” จากผู้ที่เคยมีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
“ที่ผ่านมาการคุกคามทางเพศมีเพียงแคมเปญรณรงค์ พอนำมาปฏิบัติจริง กลับไม่เห็นผล เป็นเพียงกระแสชั่วครั้งชั่วคราว เราเชื่อว่าถ้าเกิดมันมีแรงกระตุ้นบางอย่างหรือแรงผลักดันจากนโยบายของภาครัฐออกมา ประชาชนจะอยากเล่าหรือออกความคิดเห็นมากกว่านี้ ตอนนี้เราอยู่ในสังคมที่พูดอะไรไปก็ไร้ค่า มีคนฟังก็จริงอยู่แต่นานๆ ไป ก็กลับเป็นเหมือนเดิม ไม่รู้จะพูดไปทำไม ทำให้เรื่องนี้มันกลายเป็นการคุยกันในวงผู้หญิง เป็นเรื่องสนุกสนานที่แต่ละคนมาเล่าสู่กันฟัง แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้” ความรู้สึกของ “กระแต” วรวรรณ ตินะลา ผู้ที่เคยมีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศ
“กระแต” วรวรรณ ตินะลา
“กระแต” วรวรรณ ตินะลา อายุ 32 ปี ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์
Money Channel จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม จังหวัดกำแพงเพชร และระดับปริญญาตรี คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เหตุการณ์จำลองการคุกคามทางเพศ
“กระแต” เล่าถึงเหตุการณ์ที่โดนภัยคุกคามทางเพศว่า เธอเคยประสบเหตุคุกคามบนรถไฟฟ้า BTS เมื่อตอนอายุ 26 ปี ขณะนั้นเธอพึ่งเรียนจบและเป็นพนักงานของบริษัท APM Group โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากเธอเลิกงานช่วงประมาณ 6 โมงเย็น ซึ่งเป็นชั่วโมงเร่งด่วน ขณะนั้นเป็นช่วงที่เปลี่ยนขบวนรถบริเวณสถานีสยาม เมื่อเธอเข้าไปในขบวนมีคุณป้าท่านหนึ่งสะกิดบอกว่า “กระโปรงขาด”
เมื่อเธอหันไปดูรู้สึกตกใจมาก เพราะเห็นกางเกงชั้นในด้วย และมั่นใจว่าไม่ใช่การเกี่ยวธรรมดาแน่นอน เนื่องจากกระโปรงเป็นรอยกรีดจากมีดประมาณ 1 เมตร แต่เธอโชคดีมีผู้โดยสารในขบวนรถช่วยกันหาเข็มกลัดมาเย็บบนรอยขาดประมาณ 40 ตัว
หลังจากรู้ว่าตัวเองถูกกรีดกระโปรง เธอไปแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ แต่ได้รับคำตอบว่า “ไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากไม่มีกล้องวงจรปิด” เธอรู้สึกโกรธมากแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จึงปล่อยเรื่องนี้ไปโดยไม่ได้แจ้งความกับตำรวจ และทำให้เธอระวังตัวมากขึ้น
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเคยเจอ ยังมีคนรอบข้างที่เล่าให้เธอฟัง ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนสนิทของเธอเดินทางไปทำงานด้วยรถไฟฟ้ามหานคร นั่งจากสายบางซื่อมาลงที่ทำงาน ขณะที่เดินออกจากรถกระโปรงเลอะคราบจากโรคจิตที่สำเร็จความใคร่โดยที่เธอไม่รู้ตัว
อีกคนหนึ่งขึ้นรถเมล์ไปทำงาน บนรถโล่งมากแต่เธอต้องยืนเพราะที่นั่งเต็ม เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ยืนและอีกคนเป็นผู้ชายที่เอาตัวมาแนบชิดแล้วกอดคอ เธอเลือกที่จะเดินหนีไปท้ายรถ แต่เธอรู้สึกว่าไม่ใช่วิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง เลยตัดสินใจบอกกระเป๋ารถเมล์ว่า คนนี้โรคจิต ผู้ชายก็รู้ตัวเลยกระโดดลงจากรถไปป้ายถัดไป
หลังจากเกิดเหตุการณ์ เราต้องระมัดระวังตัวเองมากขึ้น จากเดิมหลังเลิกงานที่ต้องเดินทางคนเดียว ทุกวันนี้เวลากลับบ้านต้องไปกับเพื่อนทุกครั้ง รวมทั้งเปลี่ยนขบวนรถไม่ให้ซ้ำแต่ละวัน ถึงแม้เหตุการณ์เกิดขึ้นหลายปีแล้ว เรายังรู้สึกหลอนไม่หาย เวลามีใครเดินตามก็เกิดความระแวง โดยมีความคิดว่าทุกวันนี้คนโรคจิตอยู่ใกล้ตัวมาก ทั้งเจอเหตุการณ์ด้วยตัวเอง คนรอบข้างเล่าให้ฟัง “กระแต” เล่า
ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท
ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า เหตุการณ์ลวนลามหรือคุกคามทางเพศเป็นปัญหาที่ผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะจำนวนมากพบเจอซ้ำๆ ทั้งที่ถูกคุกคามเอง หรือเห็นผู้โดยสารคนอื่นถูกคุกคาม ทางเครือข่ายเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิงจึงได้สนับสนุนให้มีการวิจัยสำรวจความชุกของปัญหาการคุกคาม โดยสำรวจผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะในเขตกรุงเทพมหานครทั้งเพศชายและเพศหญิงทั้งหมด 1,645 คน
ผลปรากฏว่า ร้อยละ 35 หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสำรวจที่เคยเห็นเหตุการณ์การคุกคามทางเพศเกิดกับผู้โดยสารอื่นร่วมเส้นทาง “ซึ่งทางเครือข่ายเราเชื่อว่าคนรอบข้างที่พบเห็นเหตุการณ์ คือผู้ที่จะมีส่วนช่วยยับยั้งการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้มาก” ดร.วราภรณ์ กล่าว
นางสาวรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง
นางสาวรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย องค์การแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงานรณรงค์เมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง Safe Cities for Women เพื่อสร้างความตระหนักและรณรงค์ในประเด็นการยุติการคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะและเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อผู้หญิงและการปฏิบัติตนของคนในสังคมต่อสถานการณ์การคุกคามทางเพศเพื่อให้เมืองเป็นที่ปลอดภัยสำหรับผู้อยู่อาศัยทุกคน
การจัดงานในครั้งนี้ เรายังให้ความสำคัญกับพลังเงียบที่จะสามารถช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุกคามทางเพศได้ และสังเกตุได้จากโลกออนไลน์จะมีแฮชแท็กคำฮิตว่า “#ทีมเผือก” ซึ่งหมายถึงการยุ่งหรือสนใจในเรื่องของคนอื่น ซึ่งแคมเปญของเราที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ “เราอยากให้ประชาชนใช้พลัง “เผือก” ให้เป็นประโยชน์ เราเชื่อมั่นว่ามันจะสามารถยับยั้งปัญหาการคุกคามบนระบบขนส่งสาธารณะได้ ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกคนจะลุกขึ้นมาเผือกกันอย่างมีประโยชน์” นางสาวรุ่งทิพย์ กล่าว



