
อภิสิทธิ์เล็งตั้ง4องค์กรเคลื่อนปฏิรูปศึกษารอบใหม่
"นายกฯ" เล็งตั้ง 4 องค์กรเคลื่อนนโยบายพัฒนาแผนปฏิรูปการศึกษารอบใหม่ สถานศึกษา - ครู - นักเรียน ให้ได้มาตรฐาน และสอดรับตามแผนพัฒนาชาติฉบับใหม่ ชี้ปัญหาใหญ่คนที่อยู่ในระบบการศึกษายังคิดแค่ว่า ทำแล้วได้อะไร
(28ก.ย.) เมื่อเวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในการเป็นวิทยากรในการสัมมนาของคณะกรรมาธิการการศึกษาเรื่อง " ทศวรรษที่สองของการปฏิรูปการศึกษา : ปัญหาและทางออก" ของคณะกรรมาธิการการศึกษา ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด ว่า นโยบายปฏิรูปการศึกษาหลายยุคอยู่บนเจตนาที่ดีไม่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายการเมือง แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าระบบการศึกษาส่วนใหญ่มีการบริหารจัดการไม่มีความคล่องตัวมากนัก ทำให้หลายเรื่องที่เป็นความตั้งใจและนโยบายที่ดีใช้เวลานานมากกว่าจะสำฤทธิ์ผล หลายเรื่องต้องเจออุปสรรคระหว่างทางจนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามความตั้งใจได้
นายกฯ กล่าวถึงเรื่องโอกาสทางการศึกษาว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 กำหนดให้คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐจัดให้อย่างทั่วถึงมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ก็เผชิญปัญหาว่างบประมาณที่จัดให้สถานศึกษาไม้เอื้ออำนวย ทำให้ไม่เป็นจริงได้ เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาก็เดินหน้าผลักดันอย่างต่อเนื่อง แต่เราไม่พูดถึงแค่ 12 ปี เพราะปัจจุบันต้องเริ่มตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมปลายจึงต้องพูดถึง 15 ปี ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนครั้งแรก โดยส่งตำราและเครื่องแบบตรงถึงผู้ปกคริองและเพิ่มงบฯให้สถานศึกษาเพื่อให้เกิดได้จริง แม้ถึงขนาดนี้ต้องยอมรับว่าไม่สามารถทำได้ 100%
“ เรื่องของคุณภาพก็เป็นโจทย์ในการสะท้อนปัญหา เพราะบอกว่าเรียนฟรี 15 ปี หลายส่วนจะบอกว่าทำได้แต่ไม่ใช่ในระดับมาตรฐาน เราจะพบความเป็นจริงว่าค่าใช้จ่ายที่มีการเก็บเพิ่มเติม เช่น การจัดการสอนภาษาต่างประเทศโดยดึงชาวต่างชาติมาสอน การจัดการศึกษาคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความจำเป็นต้องซื้อคอมพิวเตอร์เข้ามา รวมถึงกิจกรรมพิเศษอื่นๆ ที่ยังเป็นโจท์ย์ท้าทายว่าระหว่างความพอดีของการไม่เป็นภาระของผู้ปกครองและการพัฒนาที่สูงขึ้นอย่างไรจะทำอย่าง แต่ทั้งนี้โครงการไทยเข้มแข็งจะช่วยเสริมความพร้อมของสถานศึกษาด้านต่างๆ เช่น เรื่องคอมพิวเตอร์ที่ปัจจุบันมี 1 เครื่องต่อเด็ก 38 คน จะลดลง 1 เครื่องต่อ 20 คนภายในสามปีข้างน้าก็จะผลดันต่อไป ” นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ทุกคนจับตาคือคุณภาพในภาพรวมที่เป็นโจทย์ท้าทายในการปฏิรูปในทศวรรษที่สอง คิดว่าในการเริ่มต้นกระบวนการเริ่มต้นเป็นโอกาสดีที่จะทบทวนการปฏิรูปการศึกษาใน 10 ปีแรก หลังจากมีการทำกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ตนในฐานะที่เป็นคนผลักดันกฎหมายนี้ยังยืนยันว่าหลักการศึกษาเป็นหลักการที่ดี ที่ทำย่างไรให้ผ่านการศึกษามาแล้วเป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข แต่อย่างไรก็ตามการเอากฎหมายไปบังคับนั้นบางเรื่อก็สำเร็จ บางเรื่องก็ไม่สำเร็จเท่าที่ควร บางเรื่องดูจะสำเร็จแต่ก็ไม่ไปสู่เป้าหมายของการปฏิรูป อย่างเช่นการตั้ง สำนักงานรับรองมาตรฐานการศึกษา(สมศ.) ที่มีหน้าที่ในการประเมินการศึกษา แต่เมื่อมีการประเมินก็ไม่มีการนำผลการประเมินมาใช้ได้สำเร็จ
นายกฯ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนั้นจะเห็นว่าบางเรื่องแม้มีหลักการและผลักดันเป็นไปตามแนวทางที่กำหนด เช่น การปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ก็พบว่ากว่าจะปรับโครงสร้างเรียบร้อยใช้เวลามาก ที่สำคัญหลายเรื่องมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ทั้งเชิงการเมืองและการบริหาร ทำให้ทั้งเวลาและสติปัญญาที่ทุ่มเทเข้าไปมากเกิน ทำให้หลายเรื่องที่เป็นเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาเดินหน้าไม่ได้ และถึงทุกวันนี้เรื่องของเขตพื้นที่การศึกษา ระหว่างประถมและมัธยม การถ่ายโอนอำนาจยังไม่จบสิ้น ก็เป็นบทเรียนสำคัญว่าถ้ายังหมกมุ่นกับโครงสร้างบริหาร ก็จะมองข้ามการปฏิรูปการคึกษาที่แท้จริง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่มีความคืบหน้าน้อยเท่าที่ควร คือการทำให้ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง เรื่องของการนำทรัพยากรมาสนับสนุนเทคโนโลยี ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้คือที่มาของการปฏิรูปในทศวรรษที่สอง ซึ่งขณะนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)แล้วเมื่อ 18 ส.ค.ที่ผ่านมาที่เห็นชอบกรอบการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ที่มีวิสัยทัศน์ว่าคนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ เพราะถ้าดูจากสภาพของสังคมโลกต้องยอมรับว่าการจะคาดว่าการศึกษาในระบบสามารถที่จะสร้างคนให้มีคุณลักษณะอย่างที่ต้องการเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะยุคนี้ถ้าหยุดเรียนก็ไม่มีทักษะในการแก้ปัญหาสังคมในภาพรวม ดังนั้นวิสัยทัศน์หมายถึงสิ่งที่เตือนว่าการศึกษาในระบบที่ให้ทักษะกับคนในช่วงแรกของการเรียน แต่ไม่มีทางที่ความรู้ที่ได้รับจะเพียงพอในการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ
นายกฯ กล่าวถึงปัญหาของระบบการศึกษาว่า หนึ่งในส่วนของการสอบเข้าศึกษาต่อ เราเปลี่ยนระบบใหญ่ไม่ได้ เพราะสังคมยังติดยึดในเรื่องของการสอบเข้าระดับอุดมศึกษาที่ให้ทุกคนแย่งกันเรียนปริญญาโดยไม่ดูว่าสอดคล้องกับเศรษฐกิจสังคมหรือไม่ เพราะบางสาขาเรียนมาก็ไม่มีงานทำซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ที่ยังยึดกับระบบสอบคัดเลือก ซึ่งตนมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการทำงานร่วมกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ และให้นโยบายไปว่าอย่าเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แม้อาจไม่มีผลทันที แต่ให้รื้อใหญ่และวางระบบระยะยาว ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องทำเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นจะเหมือนคอขวดของการศึกษา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนที่สองของครูยุคใหม่ คงต้องมีความหลากหลายในกระบวนการผลิตครู ส่วนที่สามเรื่องของสถานศึกษายุคใหม่ เป็นสิ่งที่เร่งทำคือการเพิ่มพื้นที่เยาวชน ซึ่งโครงการไทยเข้มแข็งจัดสรรเงินไม่น้อยในเรื่องของการบริหารจัดการ การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมชองชุมชนยังเป็นแนวทางที่ต้องดำเนินการ
นายกฯ กล่าวถึงกลไกที่เข้ามาขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองว่า เรื่องนี้มีคณะกรรมการสองคณะคือคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาและคณะกรรมการขับเคลื่อนที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าไปเป็นประธาน มีเวลาดำเนินการ 5 ปี และต้องยุบเลิกเมื่อสิ้นสุด และที่ต้องกำหนดกรอบไม่เช่นนั้นจะอยู่ไปเรื่อยๆไม่เสร็จ
นายกฯ กล่าวต่ออีกว่า ส่วนองค์กรที่เข้าอุดช่องว่างในช่วง 10 ปีแรก คือ หนึ่งสถาบันครุศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับของรัฐ เพื่อประกันรับรองสถาบันผลิตครูและการเรียนรู้ของครู ถามว่าทำไมต้องมีองค์กรนี้และจะซ้ำซ้อนหรือไม่ ซึ่งองค์นี้ไม่ใช่มีหน้าที่แข่งผลิตครูแต่ทำหน้าที่กำกับดูแลและพัฒนานวัตกรรมในการผลิตครูอีกชั้น จึงมีความจำเป็นเพราะในที่สุด เราจะพบว่าไม่มีที่ไหนที่การคึกษาจะประสบความสำเร็จถ้าวิชาชีพครูอ่อนแอ
องค์กรที่สองคือสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพแห่งชาติ ที่มีหน้าที่ประเมินวิชาชีพตามเกณฑ์มาตรฐานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่อยู่ในระบบราชการ และสิ่งที่สถาบันนี้จะสะท้อนคือวันนี้จะทำเกิดความตื่นตัวมากขึ้นว่าผลสัมฤทธิ์ไม่ได้อยู่ที่ใบปริญญา แต่อยู่ที่ทักษะ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง สถาบันนี้จึงกำหนดในเรื่องของสมรรถนะในวิชาชีพว่าต้องมีความรู้ ว อย่างไรว่าผู้ที่ผ่านการศึกษามาในที่สุด เมื่อเข้าสู่วิชาชีพต้องมีทักษะหรือคุณวุฒิตรงกับความต้องการของวิชาชีพ
องค์กรที่สามคือ สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแห่งชาติและกองทุนเพื่อการศึกษาแห่งชาติ ทำหน้าที่สนับสนุนเทคโนโลยีทางการศึกษา ซึ่งการมีกองทุนตรงนี้จะนำมาใช้โดยมีการทำสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาและทำสื่ออื่นให้การศึกษามีคุณภาพ และองค์กรสุดท้ายคือมีการตั้งสำนักงานศึกษาตลอดชีวิต มีหน้าที่เพื่อเน้นย้ำการศึกษาตลอดชีวิต เพื่อสอดรับกับเป้าหมายของการปฏิรูป อย่างไรก็ตามในส่วนของหน่วยงานี่ทีมีอยู่แล้วที่เป็นสถาบันทดสอบต่างๆ การปฏิรูปครั้งนี้จะมีการมอบโยบายและผลักดันงานรอบนี้ต่อไป
“ ผมอยากให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันในทศวรรษที่สองอย่างเต็มที่ และในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ที่กำลังทำ ก็จะยืนยันที่จะผลักดันการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่ว่าสิ่งที่ผมคงต้องย้ำคือว่าไม่ว่ารัฐบาลจะมีความตั้งใจจะทุ่มเทอย่างไร การปฏิรูปจะประสบความสำเร็จ เข้มแข็งมากน้อยแค่ไหนอยู่ที่สังคมโดยส่วนรวมมากกว่า และอยู่ที่ความตั้งใจและความกล้าหาญของผู้ที่เกี่ยวข้อง ” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวตอนท้ายว่า ต้องยอมรับว่าการปฏิรูปในปัจจุบันหน่วยงานในภาครัฐต้องยอมรับข้อทิจจริงสองข้อจึงจะสำเร็จในการทำงาน คือหนึ่งปัจจุบันบทบาทของการศึกษาในระบบคือความรับผิดชอบของกระทรวงและหน่วยงานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างคน สองต้องยอมรับว่าปัญหาและความล้มเหลวในหลายเรื่องเพราะในวงการและระบบราชการเองยังมีการผูกขาดอำนาจในการจัดการศึกษา ไม่เอื้อให้เกิดความคล่องตัว ถ้าหากว่าคนในวงการการศึกษาเดินหน้าปฏิรูปฯ ยังถามว่าตัวเองจะได้อะไร ก็จะเห็นความขัดแย้งกันระหว่างหน่วยงานและคนทำงาน และลืมไปว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายของการปฏิรูป เพราะต้องอยู่ที่เด็กและเยาวชน ถ้าเราสามาราถละ สละตรงนี้ได้ในแง่ของอำนาจและการผูกขาดจะทำให้เราระดมพลังสังคมมาสนับสนุนการปฏิรูปได้



