ไลฟ์สไตล์

โลกใบนี้ดนตรีไทย - คุยโขมงกับเพลงโหมโรง

โลกใบนี้ดนตรีไทย - คุยโขมงกับเพลงโหมโรง

29 ก.ย. 2552

ช่วงนี้บ้านเราก็เริ่มข้าสู่การเปลี่ยนฤดูกาล หรือที่เรียกว่าปลายฝนต้นหนาว ซึ่งตัวผมเองจะชอบอากาศในช่วงของฤดูหนาวมากที่สุด และก็จะเป็นช่วงที่ชาวไทยจะแต่งตัวมีสีสันจากการสวมใส่เสื้อกันหนาว

 แต่ดูเหมือนว่าฤดูต่างๆในปัจจุบันมักจะคลาดเคลื่อนไปหมด  หนาวก็จะหนาวไม่นาน  ส่วนฝนก็จะชอบตกไม่เป็นฤดู  ช่วงที่เข้าฤดูหนาวฝนก็ไม่ยอมหยุดตก  จะมีก็เพียงฤดูร้อนนั่นแหละที่จะไม่คลาดเคลื่อน  พอถึงเดือน เมษายน อากาศบ้านเราก็จะร้อนมาก  แต่ก็ร้อนได้ไม่เกิน1เดือน ก็จะเริ่มเข้าฤดูฝนอีก  เรียกว่า  ฤดูฝนนี่แหละจะเป็นฤดูที่ยืนยาวมากที่สุด  และก็จะเป็นฤดูที่ทำให้เราเจ็บป่วยมากที่สุด 

 โดยเฉพาะปีนี้เป็นฤดูที่ชาวไทยต้องสูญเสียชีวิตกันมากที่สุดจาก ไข้หวัด 2009  ที่เขียนมานี้ ก็เป็นเพราะผมเองก็พึ่งจะหายจากการเป็นไข้หวัดมาได้ไม่กี่วัน ก็เลยกลายเป็นเหมือนกับคนที่เก็บกด แต่ก็ยังโชคดีที่ไม่ใช่ไข้หวัด 2009 ก็เลยอยากจะเตือนท่านผู้อ่านทุกท่านให้ระวังสุขภาพเอาไว้ให้ดีๆ 
 ยิ่งกำลังเข้าช่วงผลัดเปลี่ยนฤดู  ก็ยิ่งจะทำให้ผู้คนไม่สบายกันมากขึ้นไปอีก  แล้วก็ไม่รู้ว่าฤดูหนาวปีนี้  ไข้หวัดนกจะกลับมาอีกหรือเปล่า ถ้ามันกลับมาแล้วเชื้อมันไปผสมกับหวัดหมู  มันคงจะทำให้ผู้ที่รับเชื้อตายเร็วขึ้นไปอีก  แต่ก็คิดว่ามันคงจะเป็นไปไม่ได้  แต่ถ้ามันเป็นไปได้ก็ตัวใครตัวมันล่ะครับ

 โดยส่วนตัวผมจะไม่ค่อยเป็นหวัด  และถ้ารู้ตัวว่าจะเป็นก็จะกินน้ำผลไม้และวิตามินซีเข้าไปเยอะๆมันก็จะไม่เป็น  แต่ที่ผ่านมา ไม่ได้มีแนวโน้มหรืออาการอะไร  พอตื่นนอนขึ้นมาก็เจ็บคออย่างมาก  และพอตกตอน11โมงเช้าน้ำมูกชุดใหญ่ก็ตามมาทันทีแบบไม่ได้ตั้งตัว  และก็เป็นมายาวนานเกือบสิบวัน ไม่ยอมหาย ก็เลยมาคิดดูก็จำได้ว่า ผมตั้งใจจะลดน้ำหนักตัวโดยที่ไม่กินข้าวเย็น  และพอวันแรกที่ไม่กินข้าวเย็น รุ่งเช้าขึ้นมาก็เลยเป็นหวัด และพอคิดได้ก็เลยกลับมากินข้าวเย็นเหมือนเดิม  ผลปรากฏว่า 2วันหายจากการเป็นหวัด หลังจากที่กินยากี่ชนิดก็ไม่ยอมหาย 

 ซึ่งทั้งหมดผมลองวิเคราะห์ตัวผมเองก็พบว่าผมเป็นคนนอนน้อยพักผ่อนน้อยฉลี่ยวันละ4-5ชั่วโมงเท่านั้น  พอร่างกายขาดอาหารก็ทำให้อ่อนแอ เชื้อที่อยู่ร่างกายมันจึงได้สำแดงออกมา ดังนั้นผมจึงคิดว่าการรับประทานอาหารก็เป็นส่วนหนึ่งของภูมิคุ้มกันโรค  และตอนนี้ผมจึงใช้วิธีกลับมารับประทานอาหารเย็นเหมือนเดิม  แต่ก็รับประทานเพียงแค่ครึ่งเดียวจากจำนวนที่เคยรับประทาน  จึงทำให้ร่างกายชองผมกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม แถมหุ่นก็เฟิร์มขื้นกว่าเดิม  ซึ่งใครจะใช้วิธีการกินข้าวเย็นครึ่งเดียวแบบผมก็ได้นะครับ ไม่ได้สงวนลิขสิทธ์แต่อย่างใด

 เอาล่ะครับตอนนี้ผมก็จะกลับมาตอบคำถามของคุณ สุรีย์ กิตติพงษ์  โดยเมื่อฉบับที่แล้วมีความจำเป็นที่ต้องเขียนเรื่องเสาชิงช้า โดยไม่ได้บอกกล่าวกันล่วงหน้า  คุณ สุรีย์ กิตติพงษ์  จึงได้เขียนออกมาทวงคำถามเดิม  รวมทั้งมีคำถามใหม่เข้ามา  แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการชื่นชมผลงานต่างๆของตัวผม และผมก็จะพยายามตอบคำถามของคุณ สุรีย์ ในฉบับที่3 ให้ครบทั้งหมด แต่ฉบับนี้คงตอบได้แค่ฉบับที่2 เท่านั้นแหละครับ

 เริ่มจากคำถามที่ว่า จากเพลงโหมโรงที่แต่งขึ้นใหม่ของผมทั้ง5เพลงนั้น  แล้วยังมีอีกไหม ขอตอบว่าไม่มีแล้ว  โดยเพลงโหมโรงทั้ง5เพลงของผม   แต่งด้วยวาระของงานต่างๆ  หรือจะบอกว่าโดนบังคับให้แต่งอยู่กลายๆก็ว่าได้ 

 โดยโหมโรงเตรีมอุดม โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจ้างให้แต่ง  โหมโรงนครปฐม ก็โดนกรรมการจัดงานวัฒนธรรมจังหวัดขอร้องให้แต่ง  โหมโรงช่อผกา แต่งเพื่อลงในCDเพลงของบริษัท เจบิ๊ค   โหมโรงเพ็ชรัตน์ ก็แต่งเนื่องในโอกาสครบรอบวันพระราชสมภพของสมเด็จเจ้าฟ้าเพ็ชรัตน์ สุวัทนา  และล่าสุด  โหมโรงเมดอินไทยแลนด์  แต่งเป็นที่ระลึกในงานคอนเสิร์ต เพลงฅนดนครีโลก  โดยมีแฟนคลับของวงคาราบาวที่จัดคอนเสริต์เป็นแรงกระตุ้นให้แต่งเพลงนี้ 

 ก็เท่ากับว่าทุกเพลงก็มีเหตุที่ทำให้ผมได้แต่งโหมโรงทั้ง5เพลง  ส่วนในปัจจุบัน ใครเป็นผู้แต่งโหมโรงมากที่สุด  ผมเองก็ไม่อาจทราบได้ว่ามีอาจารย์ท่านใดที่มีชีวิตอยู่  แต่งเพลงโหมโรงเอาไว้กี่เพลง  จึงเป็นคำถามที่ตอบยาก 

 แต่ถ้าจะให้เดา น่าจะเป็น อาจารย์ พินิจ ฉายสุวรรณ  ส่วนครูหลวงประดิฐไพเราะเป็นผู้แต่งเพลงโหมโรงมากที่สุดในยุครัตนโกสินทร์ ใช่ หรือไม่  ข้อนี้ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าระหว่างครูหลวงประดิฐไพเราะ กับ ครูมนตรี ตราโมช  ใครเป็นผู้แต่งเพลงโหมรงมากกว่ากัน โดยผมทราบว่า ครูมนตรี ตราโมช แต่งเพลงโหมโรงเอาไว้ทั้งหมด12 เพลง แต่ผมไม่ทราบว่า ครูหลวงประดิฐไพเราะ แต่งเพลงโหมโรงเอาไว้ทั้งหมดกี่เพลง แต่ก็คิดว่า คงไม่ผิดจาก2ท่านนี้เป็นแน่ 

 แต่ความจริงแล้วผมคิดว่าใครจะแต่งเพลงโหมโรงหรือเพลงอื่นๆได้มากที่สุดมันก็คงไม่สำคัญเท่ากับว่า  แต่งออกมาแล้วฟังดีหรือเปล่าเท่านั้นเองแหละครับ

"ขุนอิน"