
โลกใบนี้ดนตรีไทย - คุยโขมงกับเพลงโหมโรง
ช่วงนี้บ้านเราก็เริ่มข้าสู่การเปลี่ยนฤดูกาล หรือที่เรียกว่าปลายฝนต้นหนาว ซึ่งตัวผมเองจะชอบอากาศในช่วงของฤดูหนาวมากที่สุด และก็จะเป็นช่วงที่ชาวไทยจะแต่งตัวมีสีสันจากการสวมใส่เสื้อกันหนาว
แต่ดูเหมือนว่าฤดูต่างๆในปัจจุบันมักจะคลาดเคลื่อนไปหมด หนาวก็จะหนาวไม่นาน ส่วนฝนก็จะชอบตกไม่เป็นฤดู ช่วงที่เข้าฤดูหนาวฝนก็ไม่ยอมหยุดตก จะมีก็เพียงฤดูร้อนนั่นแหละที่จะไม่คลาดเคลื่อน พอถึงเดือน เมษายน อากาศบ้านเราก็จะร้อนมาก แต่ก็ร้อนได้ไม่เกิน1เดือน ก็จะเริ่มเข้าฤดูฝนอีก เรียกว่า ฤดูฝนนี่แหละจะเป็นฤดูที่ยืนยาวมากที่สุด และก็จะเป็นฤดูที่ทำให้เราเจ็บป่วยมากที่สุด
โดยเฉพาะปีนี้เป็นฤดูที่ชาวไทยต้องสูญเสียชีวิตกันมากที่สุดจาก ไข้หวัด 2009 ที่เขียนมานี้ ก็เป็นเพราะผมเองก็พึ่งจะหายจากการเป็นไข้หวัดมาได้ไม่กี่วัน ก็เลยกลายเป็นเหมือนกับคนที่เก็บกด แต่ก็ยังโชคดีที่ไม่ใช่ไข้หวัด 2009 ก็เลยอยากจะเตือนท่านผู้อ่านทุกท่านให้ระวังสุขภาพเอาไว้ให้ดีๆ
ยิ่งกำลังเข้าช่วงผลัดเปลี่ยนฤดู ก็ยิ่งจะทำให้ผู้คนไม่สบายกันมากขึ้นไปอีก แล้วก็ไม่รู้ว่าฤดูหนาวปีนี้ ไข้หวัดนกจะกลับมาอีกหรือเปล่า ถ้ามันกลับมาแล้วเชื้อมันไปผสมกับหวัดหมู มันคงจะทำให้ผู้ที่รับเชื้อตายเร็วขึ้นไปอีก แต่ก็คิดว่ามันคงจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามันเป็นไปได้ก็ตัวใครตัวมันล่ะครับ
โดยส่วนตัวผมจะไม่ค่อยเป็นหวัด และถ้ารู้ตัวว่าจะเป็นก็จะกินน้ำผลไม้และวิตามินซีเข้าไปเยอะๆมันก็จะไม่เป็น แต่ที่ผ่านมา ไม่ได้มีแนวโน้มหรืออาการอะไร พอตื่นนอนขึ้นมาก็เจ็บคออย่างมาก และพอตกตอน11โมงเช้าน้ำมูกชุดใหญ่ก็ตามมาทันทีแบบไม่ได้ตั้งตัว และก็เป็นมายาวนานเกือบสิบวัน ไม่ยอมหาย ก็เลยมาคิดดูก็จำได้ว่า ผมตั้งใจจะลดน้ำหนักตัวโดยที่ไม่กินข้าวเย็น และพอวันแรกที่ไม่กินข้าวเย็น รุ่งเช้าขึ้นมาก็เลยเป็นหวัด และพอคิดได้ก็เลยกลับมากินข้าวเย็นเหมือนเดิม ผลปรากฏว่า 2วันหายจากการเป็นหวัด หลังจากที่กินยากี่ชนิดก็ไม่ยอมหาย
ซึ่งทั้งหมดผมลองวิเคราะห์ตัวผมเองก็พบว่าผมเป็นคนนอนน้อยพักผ่อนน้อยฉลี่ยวันละ4-5ชั่วโมงเท่านั้น พอร่างกายขาดอาหารก็ทำให้อ่อนแอ เชื้อที่อยู่ร่างกายมันจึงได้สำแดงออกมา ดังนั้นผมจึงคิดว่าการรับประทานอาหารก็เป็นส่วนหนึ่งของภูมิคุ้มกันโรค และตอนนี้ผมจึงใช้วิธีกลับมารับประทานอาหารเย็นเหมือนเดิม แต่ก็รับประทานเพียงแค่ครึ่งเดียวจากจำนวนที่เคยรับประทาน จึงทำให้ร่างกายชองผมกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม แถมหุ่นก็เฟิร์มขื้นกว่าเดิม ซึ่งใครจะใช้วิธีการกินข้าวเย็นครึ่งเดียวแบบผมก็ได้นะครับ ไม่ได้สงวนลิขสิทธ์แต่อย่างใด
เอาล่ะครับตอนนี้ผมก็จะกลับมาตอบคำถามของคุณ สุรีย์ กิตติพงษ์ โดยเมื่อฉบับที่แล้วมีความจำเป็นที่ต้องเขียนเรื่องเสาชิงช้า โดยไม่ได้บอกกล่าวกันล่วงหน้า คุณ สุรีย์ กิตติพงษ์ จึงได้เขียนออกมาทวงคำถามเดิม รวมทั้งมีคำถามใหม่เข้ามา แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการชื่นชมผลงานต่างๆของตัวผม และผมก็จะพยายามตอบคำถามของคุณ สุรีย์ ในฉบับที่3 ให้ครบทั้งหมด แต่ฉบับนี้คงตอบได้แค่ฉบับที่2 เท่านั้นแหละครับ
เริ่มจากคำถามที่ว่า จากเพลงโหมโรงที่แต่งขึ้นใหม่ของผมทั้ง5เพลงนั้น แล้วยังมีอีกไหม ขอตอบว่าไม่มีแล้ว โดยเพลงโหมโรงทั้ง5เพลงของผม แต่งด้วยวาระของงานต่างๆ หรือจะบอกว่าโดนบังคับให้แต่งอยู่กลายๆก็ว่าได้
โดยโหมโรงเตรีมอุดม โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจ้างให้แต่ง โหมโรงนครปฐม ก็โดนกรรมการจัดงานวัฒนธรรมจังหวัดขอร้องให้แต่ง โหมโรงช่อผกา แต่งเพื่อลงในCDเพลงของบริษัท เจบิ๊ค โหมโรงเพ็ชรัตน์ ก็แต่งเนื่องในโอกาสครบรอบวันพระราชสมภพของสมเด็จเจ้าฟ้าเพ็ชรัตน์ สุวัทนา และล่าสุด โหมโรงเมดอินไทยแลนด์ แต่งเป็นที่ระลึกในงานคอนเสิร์ต เพลงฅนดนครีโลก โดยมีแฟนคลับของวงคาราบาวที่จัดคอนเสริต์เป็นแรงกระตุ้นให้แต่งเพลงนี้
ก็เท่ากับว่าทุกเพลงก็มีเหตุที่ทำให้ผมได้แต่งโหมโรงทั้ง5เพลง ส่วนในปัจจุบัน ใครเป็นผู้แต่งโหมโรงมากที่สุด ผมเองก็ไม่อาจทราบได้ว่ามีอาจารย์ท่านใดที่มีชีวิตอยู่ แต่งเพลงโหมโรงเอาไว้กี่เพลง จึงเป็นคำถามที่ตอบยาก
แต่ถ้าจะให้เดา น่าจะเป็น อาจารย์ พินิจ ฉายสุวรรณ ส่วนครูหลวงประดิฐไพเราะเป็นผู้แต่งเพลงโหมโรงมากที่สุดในยุครัตนโกสินทร์ ใช่ หรือไม่ ข้อนี้ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าระหว่างครูหลวงประดิฐไพเราะ กับ ครูมนตรี ตราโมช ใครเป็นผู้แต่งเพลงโหมรงมากกว่ากัน โดยผมทราบว่า ครูมนตรี ตราโมช แต่งเพลงโหมโรงเอาไว้ทั้งหมด12 เพลง แต่ผมไม่ทราบว่า ครูหลวงประดิฐไพเราะ แต่งเพลงโหมโรงเอาไว้ทั้งหมดกี่เพลง แต่ก็คิดว่า คงไม่ผิดจาก2ท่านนี้เป็นแน่
แต่ความจริงแล้วผมคิดว่าใครจะแต่งเพลงโหมโรงหรือเพลงอื่นๆได้มากที่สุดมันก็คงไม่สำคัญเท่ากับว่า แต่งออกมาแล้วฟังดีหรือเปล่าเท่านั้นเองแหละครับ
"ขุนอิน"



