
เสกศิลป์แผ่นดินใจ - เมื่อศานติมาเยือนถึงเรือนใจ
ผืนป่าหน้าฝนเขียวชอุ่ม ฝนเพิ่งหยัดเม็ดไปได้พักใหญ่ ผมไปเยือนต้นไม้ และแปลงผักในสวนสวรรค์ เพื่อไถ่ถามถึงสารทุกข์ว่า การใช้ชีวิตในรอบวัน เป็นเยี่ยงไรบ้างในวันนี้
ฟ้าหลังฝนเย็นนี้สดใส เมฆขาวกระจายเกลื่อนอยู่ตามยอดไม้ และปลายฟ้า สายลมบางเบาหอบเอาศานติแห่งผืนป่ามาเยือนถึงเรือนใจ ให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ และโปร่งเบาในหัวใจได้อย่างมหัศจรรย์
เม็ดฝนฝอยเล็กๆ ใสๆ ยังพร่างพรายอยู่ตามยอดไม้ และปลายผัก โดยเฉพาะผักชะอม
วันนี้ ยอดของเธอช่างอวบอิ่ม และเชิญชวนยิ่งนัก เธอผลิยอดสวยสะพรั่ง และพร้อมพลีตนอย่างเต็มที่ เพื่อมวลมนุษยชนทุกคนบนโลกที่ผ่านมาเยือน
นี่คือ หน้าที่หลักของผักชะอม ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเยี่ยงนี้ไปแล้ว ยอดของเธอก็คงจะไร้ความหมาย ในสายตาของใครต่อใคร ที่เธอรู้จัก อย่างดีก็แค่ถูกตัดทิ้ง เพื่อทำปุ๋ยพืชสด ซึ่งเธอมิได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้
ชีวิตของเธอเกิดมาเพื่อเป็นอาหาร ในวันที่พร้อมพรั่งอย่างเต็มที่ พ้นจากนี้ไปแล้ว เธอก็จะกลายเป็นเพียงผักแก่ที่เหนียว กลิ่นฉุน ไร้ประโยชน์ และน่ารังเกียจ ไม่มีค่าใดๆ ที่จะอยู่บนปลายยอดของต้นไม้ที่ชื่อ “ชะอม”
ผมว่า ยอดผักก็ไม่ต่างอะไรกับคนบนโลก คนทุกคนมีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต ซึ่งมันเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราไม่อาจปล่อยให้ผ่านพ้นไปเปล่าดายอย่างไร้ค่า แม้เสี้ยววินาทีหนึ่ง
ทุกเสี้ยววินาทีมีค่ายิ่งกว่าทอง เพราะเมื่อผ่านพ้นไปแล้ว เราก็ไม่อาจไขว่คว้าเอาอะไรไว้ได้เลย ผมว่า ยุคทองของชีวิตมีเพียงเวลาเดียว
นั่นก็คือ “ลมหายใจในปัจจุบันขณะ” ที่เราสามารถรับรู้ และสัมผัสถึงการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อย่างแท้จริง หากเราไม่สามารถตระหนักรู้ได้ว่า สิ่งรอบกายมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ชีวิตของเราก็คงไม่ต่างอะไรจากความฝัน ซึ่งมันไม่อาจจับต้องใดๆ ได้เลย
บางคนอาจคิดว่า ช่วงพีคที่สุด หรือ “ยุคทองของชีวิต” เป็นเรื่องของหน้าที่การงาน หรือการทำเงินให้แก่ตนเอง เป็นช่วงที่ชื่อเสียงของเรากำลังหอมฟุ้งกระจาย จับต้องสิ่งไหนก็กลายเป็นเงินเป็นทอง
ผมว่า นั่นก็ไม่ผิด เพราะหากเราคิดได้เช่นนั้น เราก็คงจะไม่ปล่อยให้ยุคทองของชีวิตเราผ่านไปอย่างไร้ค่า และสิ้นเปลือง เราต้องทะนุถนอมและรักษามันเอาไว้ให้ยาวนานที่สุด เท่าที่เราจะทำได้
แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องของสิ่งภายนอก ซึ่งมันอาจจะอยู่กับเราได้ไม่นานนัก เพราะเวลา “เที่ยงวัน” มันมีได้เพียงเวลาเดียว ไม่กี่อึดใจมันก็บ่ายคล้อย
ผมว่า แท้จริงแล้ว ยุคทองของชีวิตเป็นเรื่องของภายใน ซึ่งอยู่ใกล้เพียงแค่ปลายจมูกเท่านั้น นั่นก็คือ “ลมหายใจ” ซึ่งบางทีเราก็ลืมไปเสียสนิทว่า ลมหายใจเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่สุด เท่าที่มนุษย์เรามีอยู่ มิใช่ทรัพย์ศฤงคาร หรือตำแหน่งแห่งหนยศศักดิ์บริวาร
เพราะหากเราปราศจากลมหายใจเสียแล้ว สิ่งเหล่านั้นจะมีความหมายอะไร น่าเสียดายที่บางทีเราก็หายใจทิ้งหายใจขว้างหรือไม่ก็ถอนหายใจไปวันๆ ละห้อยหวนถึงความหลังที่ฝังใจ หรือไม่ก็ฝันหวานถึงวันเวลาที่ยังมาไม่ถึง
ผมว่า สิ่งที่จำเป็นอย่างเร่งด่วนในขณะนี้ ก็คือ การรีบเก็บยอดผักชะอมที่กำลังผลิยอดอยู่เบื้องหน้า แทนที่จะปล่อยให้กาลเวลาทำให้มันหมดคุณค่า และความหมาย
เพราะพรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว สำหรับยุคทองของชีวิต
เสกศิลป์ วิชญางกูร



