ไลฟ์สไตล์

เห็นชอบวัคซีนใหม่ 3 ชนิดเข้าแผนฯภูมิคุ้มกันโรค

เห็นชอบวัคซีนใหม่ 3 ชนิดเข้าแผนฯภูมิคุ้มกันโรค

02 พ.ย. 2560

คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เห็นชอบตารางการให้วัคซีนใหม่ 3 ชนิด พร้อมขยายคลินิกวัคซีนผู้ใหญ่ 12 จว. ภายในปี 2561 


 

       นพ.สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย  อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ครั้งที่ 3/2560 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2560 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในประเด็นสำคัญ คือ ตารางการให้วัคซีนใหม่ที่จะเข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค จำนวน 3 ชนิด

      ได้แก่ 1.วัคซีนรวมคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ตับอักเสบบี และฮีโมฟีลุส อินฟูลเอนเซ่ ทัยป์บี (DTP-HB-Hib) ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี กำหนดให้ในเด็กอายุ 2, 4, 6 และ 18 เดือน

      โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือร่วมกันในการบริหารจัดการวัคซีน ต่อไป  2.วัคซีนรวมคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน (Tdap) ในหญิงตั้งครรภ์ โดยกำหนดให้วัคซีนในหญิงตั้งครรภ์ 1 เข็ม อายุครรภ์ระหว่างไตรมาสที่ 2 ถึงไตรมาสที่ 3 และควรให้วัคซีนอย่างน้อย 15 วันก่อนคลอด ในทุกการตั้งครรภ์        สำหรับกรณีหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีประวัติการได้รับวัคซีนที่มีองค์ประกอบของบาดทะยัก (T) ต้องให้วัคซีนรวมคอตีบและบาดทะยัก (dT)  และ 3.วัคซีนรวมหัดและหัดเยอรมัน (MR) ในบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งที่ประชุมได้ระบุให้รวมถึงนักศึกษากลุ่มวิชาแพทย์และสาธารณสุขด้วย โดยให้ 1 เข็ม 
         นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีการพิจารณาโครงการนำร่องการพัฒนาคลินิกวัคซีนผู้ใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมในการให้บริการวัคซีนในกลุ่มผู้ใหญ่ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการในปี 2560 ใน 4 อำเภอ ใน 4 จังหวัด ได้แก่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่, อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น, อ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ และ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช    โดยใช้วัคซีนรวมคอตีบ-บาดทะยัก (dT) และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นต้นแบบ  

         จากการติดตามการดำเนินงานในปี 2560 พบว่าในภาพรวมเจ้าหน้าที่ให้การยอมรับและสามารถดำเนินงานได้ ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจในการมารับบริการวัคซีน และสามารถสรุปเป็นข้อเสนอแนะต่อแนวทางการดำเนินงานต่อไป  และในปี 2561 จะขยายพื้นที่ในการดำเนินงานเป็น 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ อุทัยธานี สระบุรี เพชรบุรี สระแก้ว ขอนแก่น เลย ชัยภูมิ ศรีสะเกษ นครศรีธรรมราช และสงขลา  
        ที่ประชุมยังได้มีการพิจารณาปรัชญาของงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ อันได้แก่ บุคคลที่อาศัยในประเทศไทยทุกคนต้องสามารถเข้าถึงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคที่จำเป็น มีคุณภาพ และปลอดภัย โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา หรือเศรษฐานะ ซึ่งเป็นการแสดงหลักการที่ให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้ยึดถือและปฏิบัติตามให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

"}])