
29 วันน้อมรำลึกถึงในหลวงร.9ผ่านนิทรรศการพระเมรุมาศ
เปิดนิทรรศการพระเมรุมาศ 29 วัน ร่วมน้อมรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 เริ่ม 2- 30 พ.ย.2560 ตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. พร้อมเผยแนวปฎิบัติ
วันที่ 2 พฤศจิกายนนี้จะเป็นวันแรก ที่ประชาชนชาวไทยทุกเพศ ทุกวัย ตลอดจนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ได้เข้ามาสัมผัสความวิจิตร อลังการของพระเมรุมาศ ที่รวมงานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม จิตรกรรมล้ำค่า อันเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ในงานนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวงฝั่งทิศใต้ โดยมีกำหนดจัดยาวถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. รวมทั้งสิ้น 29 วัน
การเข้าชมนิทรรศการงานพระราชพิธีพระบรมศพฯ จะใช้แนวปฏิบัติเดียวกับการเข้าถวายสักการะพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยผู้เข้าชมจะต้องผ่านจุดคัดกรองตามที่กำหนดไว้ 5 จุด ดังนี้ ประชาชนทั่วไปผ่านได้ 3 จุด ได้แก่ บริเวณหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (รด.) ,ท่าช้าง และพระแม่ธรณีบีบมวยผม ส่วนผู้พิการทุกประเภท ผ่านจุดคัดกรองหลังกระทรวงกลาโหม และพระภิกษุ สามเณร ผ่านจุดคัดกรองหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
จากนั้นเจ้าหน้าจะจัดให้เข้าสู่บริเวณเต้นท์พักรอที่ถนนเส้นกลางสนามหลวง จัดเรียง 4 แถว โดยให้เข้ารอบละ 5,500 คน คาดว่าใน 1 วันรองรับผู้เข้าชมได้วันละ 104,000 คน แบ่งเป็น ภิกษุ สามเณร 500 รูปต่อวัน ผู้พิการทุกประเภท 500 คนต่อวัน นักท่องเที่ยว 8,000 คนต่อวัน นักเรียน นักศึกษา 15,000 คนต่อวัน ประชาชนทั่วไป 80,000 คนต่อวัน ตลอดระยะเวลา 29 วันรวมกว่า 3 ล้านคน โดยจะจัดรถเข็นวีลแชร์ ที่นั่งผู้สูงอายุ ผู้พิการทุกประเภท เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าชมนิทรรศการ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ดูแล
สำหรับระยะเวลาในการเข้าชม กำหนดให้รอบละ 1 ชั่วโมง แบ่งเป็น ช่วง 15 นาทีแรก ให้ถ่ายภาพที่ระลึกบริเวณ ถนนเส้นกลางทางเข้ามณฑลพิธีทางทิศเหนือ หรือนอกรั้วราชวัติเป็นการจำลองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ทั้งฝายน้ำล้น แก้มลิง กังหันชัยพัฒนา ที่สำคัญคือแปลงนาคันนาเลขเก้าไทยสีดินทอง และยังได้ถ่ายภาพภูมิทัศน์ส่วนต่างๆ ของพระเมรุมาศในมุมกว้าง จากนั้น จะให้เดินเข้าสู่พื้นที่ด้านในมณฑลพิธีในบริเวณนี้จะให้ชมแบบอิสระ กำหนดเวลา 45 นาที
พระเมรุมาศ องค์ประธานกลางมณฑลพิธี กำหนดจุดให้ขึ้นลงได้ 2 ด้านฝั่งซ้ายและขวา สำหรับพระเมรุมาศมีลักษณะทรงบุษบก 9 ยอด ชั้นเชิงกลอน 7 ชั้น ตั้งอยู่บนฐานชาลารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 3 ชั้นกว้างด้านละ 59.60 เมตร สูง 55.18 เมตร มีบันไดทางขึ้น ทั้ง 4 ทิศ ทิศตะวันตกหันหน้าเข้าพระที่นั่งทรงธรรม ทิศตะวันออกติดตั้งลิฟต์ และทิศเหนือติดตั้งสะพานเกรินสำหรับเชิญพระบรมโกศจากราชรถปืนใหญ่ขึ้นบนพระเมรุมาศ
ฐานชาลาบนสุดที่ตั้ง “บุษบกองค์ประธาน”ยอดบนสุดประดิษฐานนพปฎลมหาเศวตรฉัตร หรือ ฉัตรขาว 9 ชั้น สำหรับพระมหากษัตริย์ ภายในมีพระจิตกาธาน เป็นที่ประดิษฐานพระบรมโกศ ผนังโดยรอบเปิดโล่ง ติดตั้งพระวิสูตร หรือ ม่าน และฉากบังเพลิงเขียนภาพพระนารายณ์อวตารตอนบน และภาพโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตอนล่างในหมวด ดิน น้ำ ลม ไฟ ฐานบุษบกประธานโดยรอบประดับประติมากรรมเทพชุมนุม รองรับด้วยฐานสิงห์ ประดับประติมากรรมครุฑยุดนาคโดยรอบอีกชั้นหนึ่ง
ฐานชาลาชั้นที่ 3มุมทั้งสี่เป็นที่ตั้งของ “ซ่าง” หรือ “สำซ่าง”ทรงบุษบกยอดมณฑปชั้นเชิงกลอน 5 ชั้น ใช้สำหรับพระพิธีธรรม 4 สำรับ นั่งสวดอภิธรรมสลับกันไปตลอดนับตั้งแต่พระบรมศพประดิษฐานบนพระจิตกาธาน จนกระทั่งถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จ มีเทวดานั่งเชิญพุ่ม และเทวดาเชิญฉัตร รวม 8 องค์ บันไดพญานาค 5 เศียรจำลองใบหน้าเหมือนมนุษย์
ฐานชาลาชั้นที่ 2 มีหอเปลื้องทรงบุษบกตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่ ใช้สำหรับจัดเก็บพระโกศทองใหญ่และพระโกศไม้จันทน์ รวมถึงอุปกรณ์สำหรับงานพระราชพิธีมีประติมากรรมครุฑยืนพนมมือ เปรียบเสมือนการถวายสักการะในหลวง ร.9 ราวบันไดพญานาค 5 เศียร ฐานประดับประติมากรรมเทพชุมนุม 108 องค์โดยรอบ
ฐานชาลาชั้นที่ 1เป็นชั้นล่างสุดมีฐานสิงห์ ล้อมด้วยรั้วราชวัติประดับฉัตร เพื่อแสดงอาณาเขตพระเมรุมาศ มีเทวดานั่งถือบังแทรก มีประติมากรรมคชสีห์ ราชสีห์ เฝ้าอยู่สื่อถึงการปกครองบ้านเมือง ราวบันไดมีพญานาค 3 เศียร มุมทั้งสี่ของฐานมีท้าวจตุโลกบาล ได้แก่ ท้าวเวสสุวรรณ ประจำทิศเหนือ ท้าวธตรฐ ประจำทิศตะวันออก ท้าววิรูปักษ์ ประจำทิศตะวันตก และท้าวรุฬหก ประจำทิศใต้ ประทับยืนหันหน้าเข้าสู่บุษบกองค์ประธาน
รอบฐานพระเมรุมาศ หรือ ลานอุตราวัฏ มีสัตว์มงคลประจำทิศทั้งสี่ ทิศละ 1 คู่รวม 8 ตัวประดับไว้ที่บันได ได้แก่ ช้าง ประจำทิศเหนือ ม้า ประจำทิศตะวันตก โค ประจำทิศใต้ และสิงห์ ประจำทิศตะวันออก หรือยังมีสระอโนดาตและเขามอจำลองทั้งสี่ทิศ ภายในสระประดับประติมากรรมสัตว์หิมพานต์ ได้แก่ ช้าง ม้า โค สิงห์ ม้า และสัตว์หิมพานต์ตระกูลต่างๆ
ภายในพื้นที่ยังจัดแสดงนิทรรศการ 3 ส่วนสำคัญภายในอาคารต่างๆ ประกอบด้วย พระที่นั่งทรงธรรม เป็นอาคารขนาดใหญ่กว้าง 44.50 เมตร ยาว 155 เมตร สูง 22 เมตร เป็นอาคารประกอบที่สำคัญของมณฑลพิธีตั้งอยู่ฝั่งทิศตะวันตกของพระเมรุมาศ จัดแสดงนิทรรศการ“พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์” เรื่องราวพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แบ่งเป็น 5 ตอน ได้แก่ 1.เมื่อเสด็จอวตาร 2.รัชกาลที่ร่มเย็น 3.เพ็ญพระราชธรรม 4.นำพระราชไมตรี และ 5. พระจักรีนิวัตฟ้าและภายในพระที่นั่งทรงธรรม ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ถ่ายทอด “ศาสตร์พระราชา” ผ่าน 46 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ส่วนที่ 2 บริเวณศาลาลูกขุน จะเป็นนิทรรศการการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศและ การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ นำเสนอให้เห็นถึงแนวคิดและขั้นตอนการทำงานทั้งงานสถาปัตยกรรม งานประติมากรรมและจิตรกรรมประดับพระเมรุมาศ งานประณีตศิลป์ในส่วนของพระโกศจันทน์ พระหีบพระบรมศพจันทน์ พระโกศทองคำ เครื่องสังเค็ดและการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ
ต่อด้วย ส่วนที่ 3 เป็นนิทรรศการสัมผัสสำหรับผู้พิการทางสายตา จัดแสดงบริเวณอาคารทับเกษตร ทางฝั่งทิศเหนือริมรั้วราชวัติโดยจำลองพระเมรุมาศ ประติมากรรมประดับพระเมรุ อาทิ เทวดา สัตว์หิมพานต์ เป็นต้น เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาสามารถสัมผัสได้ โดยมีอาสาสมัครนำชมและจัดทำซีดีเสียงบรรยายนิทรรศการสำหรับผู้พิการทางสายตา ส่วนผู้พิการทางการได้ยิน มีจิตอาสานำชมด้วยภาษามือ ก่อนหมดเข้าชม 5 นาที จะมีสัญญาณแจ้งหมดเวลาเข้าชม เพื่อเปิดให้รอบต่อไป ได้เข้าไปชมนิทรรศการต่อไป
สำหรับประชาชนที่เข้าชมนิทรรศการจะได้รับแจกแผ่นพับพระเมรุมาศ จัดพิมพ์ทั้งหมด 3 ล้านฉบับทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาอื่นๆ พร้อมโปสการ์ดที่ระลึกภาพพระเมรุมาศ 9 แบบ 3 ล้านแผ่น



