
ขบวนผ่านน้ำตาไหลกราบพระโกศทองใหญ่อาลัยพ่อหลวง
ประชาชนบริเวณถนนมหาราช เส้นทางริ้วขบวนที่1 น้ำตาไหลนองหน้าก้มกราบพระโกศ ความรู้สึกยากจะบรรยาย
ผู้สื่อข่าวรายงานภายหลังเสร็จสิ้นริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศทั้ง 3 ริ้วขบวน ว่าบริเวณบาทวิถีถนนมหาราช ตั้งแต่ประตูเทวาภิรมย์จนถึงท่าเตียน ซึ่งเป็นเส้นทางที่ริ้วขบวนที่ 1 เคลื่อนผ่าน มีประชาชนเข้าร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรเต็มสองฝั่งทั้งฝั่งกำแพงพระบรมมหาราชวังและฝั่งตรงกันข้าม
โดยเมื่อริ้วขบวนที่ 1 เตรียมตั้งขบวน เริ่มเคลื่อนและเมื่อพระโกศทองใหญ่ซึ่งประดิษฐานบนพระยานมาศสามลำคานผ่านหน้า ประชาชนต่างน้อมบังคมก้มลงกราบด้วยน้ำตาที่ไหลนองหน้า บางคนน้ำตาไหลพร้อมสะอึกอื้นอยู่ในอก
เช่นเดียวกับ เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินผ่าน และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เสด็จผ่าน ประชาชนก้มกราบ
นางดวงพร อันธิวรานนท์ อายุ 59 ปี หนึ่งในประชาชนจำนวนมากที่น้ำตาไหลนองหน้า กล่าวว่าอยู่บ้านของในหลวง เพราะอาศัยอยู่แถวท่าพระจันทร์ ซึ่งเป็นที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่เกิด พระองค์ท่านช่วยให้พวกเรามีที่อยู่ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้มาโดยตลอด จึงมุ่งมั่นตั้งใจเข้าร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
“เฝ้าท่านที่ถนนมหาราช เส้นทางริ้วขบวนที่ 1 ผ่าน ตอบไม่ได้ พูดไม่ได้ว่าทำไมน้ำตาถึงไหล มันจุกอยู่ในอก บรรยายไม่ถูก น้ำตาก็ไหล แม้ตอนนี้จะพูดถึงพระองค์ท่านก็ยังน้ำตาคลอเสมอ ตอนพระโกศเคลื่อนผ่านหน้า ก็ตั้งจิตส่งท่านและบอกท่านว่าจะเดินตามรอยพระบาท และขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป”นางดวงพรกล่าวพร้อมน้ำตานองหน้า
ส่วนที่บริเวณหน้าศาลหลักเมือง ประชาชนที่มาร่วมชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยศในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ต่างเฝ้ารอชมริ้วขบวนด้วยใจจดจ่อ จนกระทั่งเวลาประมาณ 11.00 น. ริ้วขบวนเคลื่อนผ่าน ประชาชนทั้ง 2 ฝั่งเอามือถือถ่ายภาพริ้วขบวน และจากนั้นเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร รับหน้าที่พระสงฆ์นั่งราชรถอ่านพระคัมภีร์นำพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั่งบนราชรถน้อย
ซึ่งเมื่อริ้วขบวนเคลื่อนผ่านก็ล้มลงกราบสักการะ และช่วงเวลาที่ริ้วขบวนพระบรมโกศ เคลื่อนผ่าน ประชาชนก้มลงกราบและบางคนก็น้ำตาไหลริน อีกทั้งบางคนเอาธนบัตรขึ้นมาชู รวมถึงบางคนกอดพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านไว้แนบอก
ต่อจากนั้น เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ร่วมริ้วขบวน
สำหรับริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ริ้วขบวนที่ 3 อัญเชิญพระบรมโกศจากพระมหาพิชัยราชรถ ประดิษฐานยังราชรถปืนใหญ่ เวียนรอบพระเมรุมาศ โดยอุตราวัฏ (เวียนซ้าย) 3 รอบ จากนั้นอัญเชิญพระบรมโกศประดิษฐานบนพระเมรมาศ ระยะทาง 260 เมตร ต่อรอบ ใช้เวลา 30 นาที ใช้กำลังพล 781 นาย
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และพื้นที่สนามหลวงฝั่งทิศเหนือ ตรงข้าม มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อริ้วขบวนที่ 3 เข้าสู่พื้นที่ประชาชนต่างก้มกราบเพื่อถวายความเคารพ หลายคนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เมื่อเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น และมีการอัญเชิญพระบรมโกศด้วยเกรินบันไดนาค ประดิษฐานยังราชรถปืนใหญ่ และแม้วันนี้แดดจะค่อนข้างร้อน อากาศอบอ้าวบางช่วง แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อยังคงปักหลัก
ด้าน ออม จัน อายุ 28 ปี ชาวกัมพูชา เดินทางมาพร้อมสามีชาวไทย รุ่งโรจน์ วงศ์ชาลี อายุ 36 ปี กล่าวว่าหลังจากได้ร่วมชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศในช่วงเช้า ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพว่า เป็นความโชคดีและบุญวาสนาของตัวเองที่ได้ชมหากไม่ได้สามีเป็นคนไทยและชวนมาชมคงไม่มีโอกาส ขณะซึมซับบรรยากาศเห็นคนข้างๆ ร้องให้ รู้สึกอยากร้องให้ตาม
ออม จัน และสามีรุ่งโรจน์ วงศ์ชาลี
“เสียใจในความสูญเสียครั้งนี้ไม่ต่างจากคนไทย มาทำงานในโรงงานที่ชลบุรีเมื่อ 5-6 ปีก่อน ได้เห็นว่าคนไทยรักในหลวงร.9 มาก เพื่อนคนไทยเล่าว่าพระองค์ทรงทำงานหนักเพื่อให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ต่างจากพระเจ้าแผ่นดินของกัมพูชาที่ทำงานเพื่อชาวกัมพูชาเช่นกัน ตั้งใจจะอยู่ร่วมพระราชพิธีกับสามีจนถึงวันเก็บพระอัฐิ แล้วจึงเดินทางกลับ” น.ส.ออม กล่าว
น.ส.ชาลิณี พุกภิญโญ อายุ 31 ปี รองผู้จัดการธุรกิจและการตลาด ธ.กรุงไทย สาขาเมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น เดินทางจากบ้านโดยนัดกับคุณอา น.ส.เตือนจิตต์ พุกภิญโญ เพื่อมาต่อแถวรอจับจองพื้นที่ตรงจุดคัดกรองแม่พระธรณีบีบมวยผมวันที่ 23 ต.ค.นี้ กล่าวว่า เกิดมาก็เห็นพระองค์มาตลอดชีวิต รับรู้ได้ว่าทรงงานหนักจริงๆ เพื่อคนไทย ช่วงสวรรคตใหม่ๆ มีโอกาสได้ไปร่วมบันทึกประวัติศาสตร์ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ท้องสนามหลวง ต่อจากนี้จะยึดคำสอนของพระองค์เรื่องของการทำความดีเป็นหลักในการดำเนินชีวิต
เตือนจิตต์ และชาลิณี พุกภิญโญ
นางพิง ขาวกระโทก ชาวจังหวัดสุรินทร์ บอกว่า เดินทางมาจากสุรินทร์ พร้อมครอบครัวเพื่อจะมาร่วมในพระราชพิธีและชมริ้วขบวน ซึ่งแม้จุดที่นั่งบริเวณฟุตบาทหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจจะมองเห็นไม่ชัดเท่าใดนักก็ไม่เป็นไร แค่ขอให้ได้มาอยู่ที่ตรงนี้ได้มาอยู่ใกล้พระองค์ ซึ่งคงเป็นโอกาสสุดท้ายแค่นี้ก็พอแล้ว ส่วนสภาพอากาศก็ไม่เป็นปัญหาจะแดดร้อน หรือมีฝนก็สู้ไม่ถอย



