
กรมสุขภาพจิตแนะตั้งสติ เปลี่ยนความเศร้าเป็นพลัง
1 ปีแห่งการสวรรคต แนะเปลี่ยนความเศร้าเป็นพลัง ตั้งสติ ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ควรเกิน 2-3 สัปดาห์ เตือนพบคนอาการ “เอะอะ โวยวาย ซึมเศร้า เหม่อลอย”ควรปรึกษาแพทย์
เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2560 ที่กระทรวงสาธารณสุข ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการลูกจ้างกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 10 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสครบ 1 ปีแห่งการสวรรคต และเชิญชวนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศจัดกิจกรรมโดยพร้อมเพียงกัน เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจอันน้อยใหญ่ เพื่อพสกนิกรชาวไทยอยู่เย็นเป็นสุข และเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติเป็นสำคัญ
น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม2559 ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จสวรรคต คนไทยทุกคนก็ตกอยู่ในภาวะอันโศกเศร้าที่สูญเสียพระองค์และในวันที่ 13 ตุลาคม 2560 ครบรอบ1ปี ก็เชื่อว่าประชาชนไทยจะมีภาวะความโศกเศร้าทางอารมณ์มากขึ้น โดยความโศกเศร้าที่เกิดขึ้น เป็นความโศกเศร้าเดียวกันกับวันที่สวรรคต แต่ที่ผ่านมาประชาชนได้รับการดูแลจิตใจอย่างต่อเนื่อง และได้เตรียมตัวเตรียมใจมาระดับหนึ่งแล้ว จึงเชื่อว่าจะมีภูมิต้านทานที่ดีขึ้น สามารถผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้
“การพบภาวะสูญเสีย ความโศกเศร้าถือเป็นกิริยาที่ตอบสนองปกติ แต่ความโศกเศร้าไม่ควรอยู่เกิน 2- 3 สัปดาห์ หากนานกว่านี้ก็ ควรได้รับการดูแลรักษา ส่วนในการสังเกตอาการคนรอบข้าง หากมีการส่วนการสังเกตอาการของคนรอบข้าง เช่น ร้องไห้ไม่หยุด แยกตัวอยู่คนเดียว พูดคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง เอะอะ โวยวาย ซึมเศร้า เหม่อลอย ถ้าเห็นลักษณะนี้ต้องรีบเข้าไปพูดคุยหากไม่ดีก็ต้องพาไปพอแพทย์ตรงจุดที่ให้บริการทางการแพทย์ เพื่อให้แพทย์ดูแลและอยากให้คนไทยตั้งสติ แปลงความโศกเศร้ามาเป็นพลัง ”น.ต.นพ.บุญเรืองกล่าว



