
รู้ไว้!! นิทาน ..เคล็ดลับเด็กไทยรักการอ่าน
ภาพที่ประชาชนคนไทยเห็นเจนตา คือภาพที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นครู พาเด็กๆ รร.ไกลกังวล ไปเรียนรู้ สอนเด็กๆให้ค้นคว้า
ฉะนั้นภารกิจอันยิ่งใหญ่ของครูไทย คือตามรอยพระยุคลบาทพระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรโดยการ “สร้างคน ไปสร้างชาติ” ซึ่งต้องสร้างตั้งแต่วัยเด็ก การให้แต่หนังสือ คือการให้เพียง hardware เราจำเป็นต้องใส่ software เพื่อจะให้เด็กปฐมวัยเติบโตไปเป็นคนมีความรู้คู่คุณธรรม Software
นั้นคือ เมื่อให้หนังสือก็ต้องมีกิจกรรมทำให้เด็กๆสนุกกับหนังสือ ควบคู่กับการอบรมปฏิบัติการให้แก่ครู ให้ครูมีวิธีปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีให้แก่เด็ก ให้เด็กรู้จักสังเกต มีน้ำใจ มีวินัย ภูมิใจที่ได้รับผิดชอบ พร้อมๆกับปลูกฝังนิสัยอยากรู้อยากอ่านอยากค้นคว้าให้แก่เด็กๆด้วย
ดังนั้น เพื่อเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 และเพื่อให้ครูไทยได้ภาคภูมิใจในหน้าที่ มีความเพียรที่จะตามรอยพระยุคลบาท "ครูของแผ่นดิน"
ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนของครอบครัวอดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ และมูลนิธิเอสซีจีจึงได้คัดเลือก"หนังสือดีสู่เด็กไทย“ มามอบให้แก่โรงเรียนในโครงการด้วยรักและห่วงใย ในพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 20 แห่งในพื้นที่จังหวัดอุดร หนองคาย หนองบัวลำภู บึงกาฬ และปทุมธานี โรงเรียนละ 200 กว่าเล่ม พร้อมกับอบรมเชิงปฏิบัติการวิธีสร้างเด็กให้รักการอ่านให้ครูบรรณารักษ์และครูภาษาไทยอีกด้วย
รศ.กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์ หรือ “ป้ากุล” ข้าราชการบำนาญสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร กล่าวว่า การสร้างเด็กให้รักการอ่านจำเป็นต้องปลูกฝังตั้งแต่ชั้นปฐมวัย เพราะสมองพัฒนาได้ดีที่สุดช่วงก่อน 5 ขวบ ซึ่งการปลูกฝังที่ได้ผลที่สุดคือ การเล่านิทานให้ฟังเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 1 เล่ม
หลักการเล่าง่ายๆ คือ ออกเสียงให้ดัดจริต มีเสียงสูง เสียงต่ำ เล่าแบบมีชีวิตชีวา มีน้ำเสียงสีหน้า ที่เป็นธรรมชาติ มีการร้อง เล่า เป็นทำนองเพลงของตัวเอง สลับให้เด็กออกเสียงตาม ผลิตสื่อและใช้ท่าทางประกอบการเล่า หลังเล่าเสร็จต้องมีกิจกรรมถามตอบพูดคุยเนื้อเรื่องในนิทาน นอกจากนี้ การวางหนังสือให้เด็กได้หยิบจับง่ายภายในบ้าน โรงเรียน และการพาเด็กไปห้องสมุดเป็นประจำก็เป็นการปลูกฝั่งนิสัยให้รักการอ่านเช่นกัน
รศ.กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์ หรือ “ป้ากุล”
“การสร้างให้เด็กรักการอ่านนั้น ความสำคัญอันดับแรกคือผู้อ่าน อย่างครูหรือพ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องสร้างตัวเองให้เป็นคนรักการอ่านก่อน ถ้าเราไม่เล่านิทานให้เด็กๆ ฟัง ไม่มีทางเด็กจะรักการอ่านได้ และถ้ามีแต่ห้องสมุด แต่ไม่มีหนังสือก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าเด็กไทยไม่รักการอ่าน ”
หนังสือดีจากมูลนิธิเอซีจีที่เราขอให้แก่โรงเรียน แต่ละเล่มการันตีคุณภาพด้วยรางวัลระดับโลก เช่น เรื่อง “ทำไม” ซึ่งมีแต่ภาพ แต่กระตุ้นให้เด็กจินตนาการเรื่องได้แตกต่างกันไป เรื่อง “กอด”, “สีฟ้าเล็กเล็กกับสีเหลืองเล็กเล็ก” เล่มเด่นที่สุด คือ “บันดาลแรงใจ”ที่ชวนติดตาม
อาจารย์ศศิวิมล นพสุวรรณ หรือ “อาจารย์จุ๋ม” อดีตครูโรงเรียนจิตรลดา ในฐานะผู้ถวายงานในโครงการด้วยรักและห่วงใยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่ปี 2530 กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เราพัฒนาโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ให้มีอาหารพอรับประทาน บัดนี้ เป็นเวลาต้องพัฒนาอาหารสมอง ทุกวันนี้เด็กอ่านหนังสือผ่านอิเล็กทรอนิกส์เยอะ อยากเห็นเด็กรุ่นใหม่อ่านหนังสือเล่มเหมือนยุคก่อนบ้าง เพราะสมาธิดีกว่า รายละเอียด และความซาบซึ้งเข้าใจ มีมากกว่า ทำให้ถ่ายทอดได้ เป็นผู้นำได้ หนังสือเป็นเหมือนแสงส่องสว่าง ดีใจแทนโรงเรียนในโครงการด้วยรักและห่วงใยฯ ที่ได้รับหนังสือดีมีคุณภาพ อยากให้โรงเรียนในโครงการทั้ง 82 แห่งได้รับโอกาสหรืออย่างน้อยปีละ 20 แห่งก็ยังดี
ด้านอุไรวรรณ กรวิทยาศิลป ที่ปรึกษาศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หนังสือที่นำมามอบให้โรงเรียนนอกจากที่คัดสรรคุณภาพจากหลากหลายแหล่งแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเอสซีจีด้วย เราโชคดีที่มีผู้ที่เห็นคุณค่าของการศึกษาสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการอ่านแก่เด็กปฐมวัยในถิ่นทุรกันดารมาโดยตลอด ตัวอย่างเช่นครอบครัว“มนัสวานิช” ที่ปิดทองหลังพระมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความจงรักภักดีในพระราชวงศ์จักรีตลอดมา
แม้ว่าปัจจุบันโทรศัพท์มือถือเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตประจำวัน อาจพูดได้ว่ากลายเป็นปัจจัยที่ 5 ไปแล้ว บ้างใช้ในทางบวก บ้างใช้ในด้านลบ และมีหลายคนที่เสียเวลาไปกับการก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือ ไร้สังคมรอบข้าง ชัดเจนที่สุดคือกลุ่มเด็กเยาวชนที่ส่วนใหญ่ใช้เวลาเล่นโทรศัพท์มากกว่าการอ่านหนังสือ จนไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ทำให้หนังสือถูกมองข้ามอย่างปฏิเสธไม่ได้ ผู้ปกครองบางคนเลือกส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนกวดวิชาทบทวนบทเรียน แต่นี่ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน
ดังนั้น การปลูกฝังนิสัยอยากรู้อยากค้นคว้าอยากอ่านตั้งแต่เด็ก จำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู ต้องเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่เด็กนั่นเอง
0ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ 0 [email protected]



