
ผลวิจัยวัคซีนเอดส์ในไทยป้องกันติดเชื้อร้อยละ31.2
ผลวิจัยวัคซีนเอดส์ในไทยป้องกันการติดเชื้อได้ 31.2% นับเป็นครั้งแรกของโลก แต่ไม่ลดปริมาณไวรัสในกระแสเลือด พบอาสาสมัครติดเชื้อ 125 คนจากทั้งหมด 16,400 คน ดูแลให้ยาต้านไวรัสฟรีตลอดชีวิต
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2552 ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวในการเป็นประธานประกาศผลการวิจัยของโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลอง ระยะที่ 3 ว่า การดำเนินการวิจัยในภาคสนามนี้ถือเป็นโครงการวิจัยวัคซีนเอดส์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สามารถดำเนินการวิจัยทดสอบวัคซีน ระยะที่ 3 ในพื้นที่ จ.ชลบุรี และระยอง ในอาสาสมัครประมาณ 16,400 คน ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว พบว่า วัคซีนมีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ 31.2% แต่ยังไม่ถึงระดับที่นักวิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัยไว้ที่มีประสิทธิผล 50% ขึ้นไป ขณะเดียวกันวัคซีนนี้ไม่มีผลในการลดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือด
“ผลการศึกษาวิจัยนี้ นับเป็นครั้งแรกของโลกที่พบว่าวัคซีนเอดส์มีประสิทธิผลในการป้องกัน แม้จะไม่สูงพอที่จะนำไปต่อยอดผลิตและนำมาใช้กับประชาชน แต่เป็นองค์ความรู้สำคัญที่สามารถนำไปปรับปรุงพัฒนาวัคซีนเอดส์ให้มีประสิทธิผลดียิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต และจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมและนำข้อมูลไปพิจารณาอย่างรอบด้านกับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศต่อไป” นายวิทยา กล่าว
นายเอริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การวิจัยครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างนักวิจัยไทยและสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่าวัคซีนที่ผลิตขึ้นสำหรับประเทศไทย โดยได้รับความช่วยเหลือจากอาสาสมัครคนไทยกว่า 16,400 คน มีความปลดภัยและมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญนี้เป็นหลักฐานครั้งแรกที่พิสูจน์ว่าการพัฒนาวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อเอชไอวีเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีโครงการศึกษาวัคซีนครั้งใดที่แสดงถึงหลักฐานความสำเร็จในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสนี้มาก่อน
นพ.ศุภชัย ฤกษ์งาม ผอ.โครงการศึกษาวัคซีนทดลองเอดส์ระยะที่ 3 กล่าวว่า อาสาสมัครที่เข้าร่วมการศึกษาทดลองครั้งนี้ประมาณ 1.6 หมื่นคน พบว่า มีอาสาสมัครติดเชื้อเอชไอวี จำนวน 125 ราย โดยแบ่งเป็นอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนจริงจำนวน 74 ราย ได้รับสารเลียนแบบวัคซีน จำนวน 54 ราย และเสียชีวิต 2 คน โดยอาสาสมัครที่ติดเชื้อจะได้รับการรักษาตามมาตรฐานของประเทศ และจะได้รับยาต้านไวรัสฟรีตลอดชีวิต
นพ.ศุภชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับอาสาสมัครที่ติดเชื้อเอชไอวี จะมีโครงการระยะยาว ชื่อ RV152 ติดตามอาการของอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของการดำเนินของโรค เพราะเชื่อว่ามีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยในอนาคตอีกมาก อย่างไรก็ตาม ในอาสาสมัครที่เสียชีวิต 2 ราย ไม่ได้เป็นผลจากกระบวนการวิจัยและวัคซีน เนื่องจากหากเป็นผลจากกระบวนการทดลอง คณะกรรมการตรวจสอบความปลอดภัยระดับนานาชาติซึ่งเข้ามาตรวจสอบการทดลองราว 8 ครั้งคงสั่งให้หยุดทดลองนานแล้ว
“หลักการในการคิดค้นวัคซีน มีความคาดหวัง 2 ส่วน คือ หนึ่ง เมื่อได้รับวัคซีนแล้ว จะไม่มีการติดเชื้อเกิดขึ้นเลย แต่ในทางปฏิบัติ มีวัคซีนหลายโรคที่แม้ว่าจะได้รับวัคซีนแล้วก็สามารถติดเชื้อได้ ความคาดหวังสองจึงหวังว่าหากติดเชื้อแล้วจะสามารถควบคุมปริมาณไวรัสได้จนผู้ป่วยไม่แสดงอาการ” นพ.ศุภชัย กล่าว
นพ.ศุภชัย กล่าวต่อไปว่า กระบวนการจากนี้ยังต้องมีการนำข้อมูลทั้งหมดไปสังเคราะห์ ทบทวนความรู้ และพัฒนาเพิ่มเติมว่ายังมีข้อมูลหรือแง่มุมของข้อมูลด้านใดอีกบ้าง ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทยเข้าร่วมด้วย ขณะนี้จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าทิศทางในการพัฒนาวัคซีนต่อไปจะเป็นอย่างไร แต่จากผลทดลองที่สามารถลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อได้ 31.2% นั้น ยังไม่เพียงพอในการนำไปขึ้นทะเบียนเพื่อจำหน่ายได้ แต่ถือเป็นความหวังครั้งสำคัญครั้งแรกของโลก ที่การทดลองวัคซีนเอดส์มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถป้องกันโรค
“ผลวิจัยในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการออกแบบวัคซีนมีความปลอดภัยและมีแนวโน้มว่าจะสามารถป้องกันโรคได้ เป็นความหวังในแก้ไขปัญหาเอดส์ โดยตั้งแต่เริ่มกระบวนการทดลองมีการติดตามตรวจสอบประเมินผลอย่างต่อเนื่อง จากคณะกรรมการกว่า 10 ชุด โดยประเมินและตรวจสอบตลอดเวลา ทั้งในและนอกประเทศ โดยที่คณะทำงานวิจัยทดลองจะไม่สามารถรับทราบ ส่วนการวิเคราะห์ผล มีการใช้ผู้เชี่ยวชาญทางสถิติที่ได้รับมาตรฐานสากล ไม่ได้เป็นการวิเคราะห์ลำพัง ผลการทดลองในครั้งนี้จึงเชื่อมั่นได้ว่ามีความน่าเชื่อถือทั้งกระบวนการ” นพ.ศุภชัย กล่าว
ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการวิชาการทดลองวัคซีนเอดส์ กล่าวว่า วัคซีนที่ทำการศึกษาวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยสาร 2 อย่าง คือ 1.สารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวีที่ฝังอยู่ในเชื้อไวรัสตัวอื่นแล้วฉีดเข้าไปในตัวอาสาสมัคร เพื่อทำให้เซลล์ภูมิต้านทานรู้จักเชื้อเอชไอวี และ 2.สารจีพี 120 เป็นตัวป้องกันไวรัสเข้าไปในเซลล์ มีผลทั้งกระตุ้นให้ภูมิต้านทานสามารถกำจัดเชื้อได้และป้องกันเชื้อเข้าสู่เซลล์ใหม่ เมื่อใช้สองอย่างนี้ร่วมกันผลการศึกษาวิจัยจึงออกมาอยู่ในระดับดี
ศ.นพ.อมร กล่าวอีกว่า การศึกษาวัคซีนที่ผ่านมา ใช้วิธีการฉีดสารเพียง 1 ชนิด เช่น ฉีดเฉพาะสาร จีพี 120 หรือสารพันธุกรรมอย่างเดียว ทำให้ผลการศึกษาวิจัยล้มเหลว แต่ครั้งนี้เป็นการฉีดสาร 2 ชนิดร่วมกัน ผลที่ออกมาจึงแสดงให้เห็นว่า สามารถช่วยลดการติดเชื้อได้ 31.2% ซึ่งมีความสำคัญในแง่ที่จะเป็นก้าวสำคัญ ที่ทำให้การศึกษาขั้นต่อไปมีข้อมูลทางวิชาการสนับสนุนว่าจะพัฒนาอย่างไรในการกำจัดเชื้อ เช่น การศึกษาการใช้วัคซีนร่วมกับยาในการกำจัดเชื้อไวรัส เป็นต้น และมีความเป็นไปได้เช่นกันที่จะมีการต่อยอดพัฒนาจนวัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ถึง 50%
“ผลการศึกษาวิจัยนี้ ผมว่าเป็นขั้นแรกที่ดี เพราะการศึกษาวิจัยที่ผ่านๆ มาพบว่าวัคซีนไม่ได้ผลอะไรเลย ได้ผลเป็นศูนย์ เรียกว่าสูญเปล่า ทำให้รู้สึกว่าวัคซีนเอดส์เป็นเรื่องที่อยู่ไกลเหลือเกิน อันนี้เป็นครั้งแรกที่ให้กำลังใจนักวิทยาศาสตร์ที่มีแนวคิดว่าการทำวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ กระตุ้นให้มีภูมิคุ้มกันและป้องกันเชื้อเข้าไปอยู่ในเซลล์อื่นมีผลเป็นไปได้ แต่ผลยังไม่สูงมาก เพราะฉะนั้นต้องมีการพัฒนาก้าวต่อไป” ศ.นพ.อมรกล่าว
นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า โครงการติดตามอาการของอาสาสมัครที่ติดเชื้อจากการเข้าร่วมโครงการทดลองวัคซีนเอดส์ระยะที่ 3 หรือ RV 152 ทราบว่าอาสาสมัครไม่เข้าร่วมโครงการ 7 ราย จากผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ที่เกิดขึ้นในโครงการทั้งสิ้น 125 ราย ในจำนวน 7 รายมีเสียชีวิตไปแล้ว 2 ราย ทำให้มีผู้ไม่เข้าร่วมโครงการนี้จำนวน 5 ราย ซึ่งแม้ว่าไม่เข้าร่วมโครงการติดตามอาการต่อไป แต่อาสาสมัครเหล่านี้ต้องได้รับการดูแลให้ได้รับยาต้านไวรัสเอดส์ตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขต่อไป
นายนิมิตร์ กล่าวด้วยว่า แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะไม่สำเร็จ โดยสามารถลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อเอดส์ได้เพียง 31.2% แต่นับว่าเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการศึกษาวิจัยระยะ 3 ซึ่งเป็นการศึกษาระดับใหญ่ และเป็นครั้งแรกของโลกที่มีผลการศึกษาของการนำวัคซีน 2 ชนิดมาทดลอง เพราะโครงการอื่นๆ ที่ล้มไปก่อนหน้านี้เป็นการใช้วัคซีนชนิดเดียวเท่านั้น ทำให้องค์ความรู้นี้ในอนาคตอาจเป็นทางเลือกว่า วัคซีนเอดส์อาจต้องเกิดจากวัคซีนหลายชนิดรวมกัน หรือสองชนิดที่ทดลองในครั้งนี้รวมกับชนิดอื่น
“การทดลองครั้งนี้ทำให้ได้องค์ความรู้ใหม่ว่ามีคนที่ไวต่อการรับเชื้อเอชไอวีแล้วแสดงอาการป่วยเร็วก็มีความเป็นไปได้ ไม่ใช่จะแสดงอาการป่วยหลังติดเชื้อแล้วหลายปีเท่านั้น จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังและศึกษาต่อไป” นายนิมิตร์กล่าว
น.ส.อารีย์ กำพลลักษณ์ อายุ 32 ปี หนึ่งในอาสาสมัครโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลอง ระยะที่ 3 จ.ระยอง กล่าวว่า หลังจากทราบการประกาศผลการทดลองว่าไม่สำเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้ ก็รู้สึกเสียใจนิดหน่อย แต่ในอนาคตอาจมีการทดลองวัคซีนแบบใหม่เกิดขึ้นอีกก็ได้ ซึ่งหากมีการทดลองวัคซีนอีกและยังสามารถใช้อาสาสมัครชุดเดิมได้ก็จะขอมาเป็นอาสาสมัครอีก เพราะอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาวัคซีนให้ประเทศไทยมีวัคซีนไว้ใช้เพื่อให้ห่างไกลจากโรคเอดส์
“รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน เพราะยังไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับวัคซีนจริงหรือสารเทียม แต่ตั้งแต่ไปฉีดวัคซีน 6 เข็ม แบบเดือนเว้นเดือน ตามกำหนดกับทางโครงการ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เจ็บป่วยเรื้อรัง สามารถร่วมกิจกรรมต่างๆ ทั้งทางศาสนาและสังคมได้ตามปกติ อีกทั้งไม่รู้สึกกลัวเมื่อทราบผลว่ามีผู้เสียชีวิตและติดเชื้อเอชไอวี เพราะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของแต่ละบุคคลด้วย เช่น มีพฤติกรรมเสี่ยงมากก็ทำให้ติดเชื้อเอดส์ได้” น.ส.อารีย์กล่าว
ทั้งนี้ โครงการศึกษาวิจัยวัคซีนเอดส์ทดลองนี้ คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ ได้อนุมัติไว้ตั้งแต่ปี 2536 และมอบให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน และหลังจากผลสรุปการศึกษาทดลองระยะที่ 1 และ 2 ในประเทศไทยบรรลุตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จึงได้ดำเนินการในระยะที่ 3 ซึ่งเป็นการทดลองในอาสาสมัคร โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ กองบัญชาการวิจัยทางการแพทย์และยุทโธปกรณ์ กองทัพบก สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการฉีดวัคซีนให้แก่อาสาสมัครคนไทยเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2549
สำหรับสถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทย คาดว่าจะมีผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อเอดส์สะสมตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปี 2552 ประมาณ 1,127,168 ราย ยังมีชีวิตอยู่ประมาณ 516,632 ราย และคาดว่าในปี 2552 จะมีผู้ติดเชื้อเอดส์รายใหม่ 11,753 คน เฉลี่ยวันละ 32 คน ร้อยละ 42 ติดจากคู่นอนประจำ หรือติดจากสามี/ภรรยา อีกร้อยละ 29 หรือกว่า 1 ใน 4 ติดเชื้อในกลุ่มชายรักชาย สำนักระบาดวิทยารายงานว่า มีผู้ป่วยเอดส์สะสมขึ้นทะเบียนรักษาตั้งแต่ พ.ศ. 2527 จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2552 จำนวน 349,238 ราย เสียชีวิตแล้ว 94,507 ราย ผู้ป่วยเอดส์ส่วนใหญ่เป็นวัยแรงงาน และวัยเจริญพันธุ์ อายุ 15-59 ปี ร้อยละ 93



