สายแกร่ง!! “ชัชชาติ” เลือกแล้ว ไม่โหนรถไฟสาย คสช.
ข่าวนี้ต้องจบลงภายในคืนเดียวแบบยิงตรง สไตล์ฉายา “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งในปฐพี” เมื่อเจ้าตัวโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กตัวเองว่า “ไม่ขอรับตำแหน่งนี้” อูย หน้าแตกยับงานนี้!!
เปรี๊ยะ!! เสียงหน้าแตกของใครไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ น่าจะเป็นสื่อมวลชนที่พากันนำเสนอรายชื่อของ “กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” โดยระบุตัวโตว่ามี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมอยู่ด้วย จนเป็นข่าวใหญ่ ซึ่งน่าจะชัวร์แล้ว! เพราะเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เป็นผู้ลงนาม
แต่ปรากฏว่า ข่าวนี้ต้องจบลงภายในคืนเดียวแบบยิงตรง สไตล์ฉายา “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งในปฐพี” เมื่อเจ้าตัวออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กตัวเองสรุปว่า “ไม่ขอรับตำแหน่งนี้” !!
“ตัวผมเองไม่ได้มีความเข้าใจในแนวคิดและหลักการของยุทธศาสตร์ชาติอย่างถ่องแท้ ผมจึงขอไม่รับตำแหน่งกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” แน่นอนมุมหนึ่งเจ้าตัวอาจเห็นกระแสต่อต้านจากคนฝั่งเพื่อไทย ถิ่นเก่าที่เคยร่วมงานด้วย เขาจึงเลือกที่จะไม่นั่งเก้าอี้ดังกล่าว
แต่ไม่ว่าจะยังไงเมื่อมาลงเอยที่การปฏิเสธ ซึ่งได้ระบุในโพสต์เดียวกัน “อย่างหล่อ” ว่า “แก่นแท้ของกลยุทธ์ คือ การเลือกว่าอะไรไม่ควรทำ” อันเป็นคำกล่าวของไมเคิล พอร์ตเตอร์ กูรูด้านกลยุทธ์ แถมยังทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่เรารู้ว่าจะทำได้ไม่ดี ก็ควรเลือกที่จะไม่ทำเพื่อไม่ให้เสียเวลาทั้งของคนอื่นและตัวเราครับ”
ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ “ดูดี..ดูแพง” มากขึ้นในสายตาใครหลายคนจากที่ยอมรับอยู่แล้ว ก็ยิ่งเทใจให้มากเข้าไปอีก
ย้อนไปดูเรื่องราวของเขา รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
ในด้านการศึกษา ชัชชาติ คนนี้ เรียกได้ว่าอยู่แถวหน้าของประเทศทั้งเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จากนั้นในระดับอุดมศึกษาก็ยังจบวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แถมยังไปจบป.โท สาขาวิศวกรรมโครงสร้าง จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ตามมาด้วยดีกรีดอกเตอร์สาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ประจำปี 2530
คนไทยเริ่มรู้จักเขาเป็นวงกว้างช่วงที่มาทำงานการเมืองในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะที่่เดิมทีเขาเคยช่วยงานและให้คำปรึกษาแก่กระทรวงคมนาคม ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ 2 และรัฐบาลสมัครโดยที่ไม่ได้มีตำแหน่งใดๆ
กระทั่งช่วงปี 2555 ว่ากันว่าเขาได้รับการทาบทามทางโทรศัพท์จากนายกรัฐมนตรีปู ให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จึงเป็นก้าวของชัชชาติที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองเต็มตัว
ความน่าทึ่งหนึ่งคือ ที่สุดแม้เขาจะได้ขึ้นเก้าอี้เจ้ากระทรวงเต็มตัวในปี 2555 แต่ช่วงแรกในตำแหน่งรัฐมนตรี เขาคือรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่รู้จักมากที่สุด แต่มาภายหลังเขาคนเดิมนี้แหละกลับกลายเป็นรัฐมนตรีที่คนไทยน่าจะรู้จักและยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง
ด้านหนึ่งอาจเพราะเจ้าตัวลุกขึ้นมานำเสนอตนเองในภาพลักษณ์ “รัฐมนตรีติดดิน” ที่ลงพื้นที่ดูงานด้วยตนเอง ทั้งนั่งจักรยานยนต์รับจ้าง โหนรถเมล์ นั่งรถสองแถว โดยสารรถไฟ จนช่วงนั้นสื่อออนไลน์พากันนำเสนอเรื่องของเขาแทบทุกวัน
แถมที่เป็นสีสันในโลกออนไลน์คือ ภาพที่ชัชชาติ เข้าไปทำบุญใส่บาตรภายในวัดแห่งหนึ่งที่สุรินทร์ โดยสวมเสื้อแขนกุด หิ้วถุงอาหาร และเดินด้วยเท้าเปล่าจนมีผู้คนนำไปเป็น “มีม” เพื่อล้อเลียน หรือชื่นชมในคราวเดียวกันเป็นจำนวนมาก จนเขาได้รับฉายาว่าเป็น “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” แถมยังลามไปถึงขนาดเกิดเป็นแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือของเขาเองโดยเฉพาะ
ที่ต้องยอมรับคือบทบาทในเก้าอี้เจ้ากระทรวงคมนาคม ที่ร่วมวางยุทธศาสตร์ของประเทศเป็น “ดูโอเศรษฐกิจ” คู่กับ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และร่วมกับประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟฯ ในการทำเรื่องรถไฟระบบราง
และทั้งหมดคือภาพที่คนไทยจดจำว่า ชัชชาติ นั้นเชี่ยวชาญและให้ความสำคัญกับการขนส่งระบบรางเป็นพิเศษ
จนมาถึงบทบาทอันโดดเด่นช่วงต้นปี 2557 ในการเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทยกับ “โครงการสร้างอนาคตไทย 2020 พลิกโฉมประเทศ” ก็เป็นอภิมหาโครงการที่แม้จะมีเสียงสนับสนุนมาก
แต่เสียงคัดค้านกลับดังมากกว่า จนถึงกับคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีการไต่สวนวินิจฉัยร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ถึงกับระบุว่าประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็น ให้ชะลอโครงการรถไฟความเร็วสูงไปก่อน
อย่างไรก็ดี มาถึงวันนี้โครงการนี้ถูกนำกลับกล่าวถึงบ่อยๆ ในท่วงทำนองว่า น่าจะคุ้มกว่าที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังเดินหน้าอยู่ เพราะของเดิมไม่ได้มีแต่เรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่มีทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าในกทม. ถนนสี่เลน ด่านศุลกากร ศูนย์กระจายสินค้า ฯลฯ
แต่ในเมื่อสิ้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไปแล้ว ชัชชาติก็หันมาทำงานในภาคเอกชนแทน และมีชีวิตหลังการเมืองที่เรียบง่ายเฉกเช่นเคยเป็น
คือตื่นก่อนพระออกบิณฑบาต ราวตี 4 กว่าๆ จากนั้นไปวิ่งที่สวนลุมฯ ส่งลูกไปโรงเรียน แล้วไปทำงานด้วยรถไฟฟ้า พอเลิกงานก็กลับมาสอนการบ้านลูก ก่อนจะหัวถึงหมอนไม่เกิน 3 ทุ่ม
กระทั่งมามีชื่อในเก้าอี้ “กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” ที่เขาเลือกจะเมินใส่ ด้วยคิดแล้วว่าอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย!!



