ไลฟ์สไตล์

อาลัยลา..  “ยิ้ม สุธาชัย”  คนรุ่น 6 ตุลา!

อาลัยลา.. “ยิ้ม สุธาชัย” คนรุ่น 6 ตุลา!

28 ก.ย. 2560

ด้วยบทบาทที่คนไทยจดจำ อ.ยิ้ม ได้มากที่สุดคือ การร่วมเรียกร้องประชาธิปไตย จึงไม่แปลกที่จะได้ชื่อว่าเป็น “นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย” คนหนึ่ง!!

               ไม่เพียงแต่แวดวงวิชาการที่จะพบกับการสูญเสีย เมื่อ รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จากไปอย่างสงบ ด้วยอาการติดเชื้อในปอดจากโรคมะเร็ง เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 กันยายน ขณะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

               แต่หากถามหัวใจคนไทย “สายรักประชาธิปไตย” แล้ว อ.สุธาชัย หรือ “อ.ยิ้ม” ที่เราเรียกขาน ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่โลดแล่นอย่างเข้มแข้งในเส้นทางสายนี้

               สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2499 ในตระกูลคนจีนฮกเกี้ยน เติบโตในตลาดบางเลน อ.บางเลน จ.นครปฐม ขณะที่วัยเด็กเรียน ร่ำเรียนที่โรงเรียนบางเลน

               ย้อนไปในช่วงวัยรุ่น อ.ยิ้ม เข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ช่วงปี 2512 เป็น OSK 88 และสอบเข้าเรียนต่อที่คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งช่วงเรียนธรรมศาสตร์ เป็นยุคฟ้าสีทองของนักศึกษา เขาเข้าร่วมทำกิจกรรมการเมืองกับเพื่อนๆ นักศึกษาหัวก้าวหน้า

               กระทั่งเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อ.ยิ้ม ต้องหนีเข้าป่า ร่วมอุดมการณ์กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในเขต จ.สุราษฎร์ธานี หลายคนอาจจำได้ว่า อ.ยิ้ม มีชื่อจัดตั้งว่า “สหายสมพร” โดยอยู่เขตเดียวกับ อมร อมรรัตนานนท์ หรือ สหายสกล, สุวิทย์ วัดหนู หรือ สหายเชิด และดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ หรือ สหายวีระ เป็นต้น

               ต่อมา อ.ยิ้ม ออกจากป่า กลับมาร่ำเรียนต่อที่ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จนจบปริญญาตรีในปี 2524 คว้ารางวัลเกียรตินิยมมาได้

               จากนั้นไปทำงานสื่อที่หนังสือพิมพ์มาตุภูมิ และสยามนิกร ร่วมสมัยกับคนดังเช่น สำราญ รอดเพชร, ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์, วุฒิพงษ์ หลักคำ, พงษ์ศักดิ์ ศรีสด เป็นต้น

               นอกจากนี้ยังทำหนังสือพิมพ์ไทยแลนด์ไทม์ กระทั่งได้เข้าเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศของหนังสือพิมพ์บ้านเมืองในช่วงต่อมา

               ช่วงปี 2529 อ.ยิ้ม โดดเข้าเส้นทางการเมืองช่วงหนึ่ง โดยเข้าร่วมพรรคสังคมประชาธิปไตย กระทั่งมาเปลี่ยนเป็นพรรครวมพลังใหม่หลังการรัฐประหาร 2534 ของ รสช. โดยมี ปราโมทย์ นาครทรรพ เป็นหัวหน้าพรรค และยุบตัวลงหลังการเลือกตั้ง 2535 เพราะไม่ได้เก้าอี้ ส.ส.เลยแม้คนเดียว

               ช่วงตุลาคม 2530 อ.ยิ้ม เป็นหนึ่งในกองบรรณาธิการรุ่นบุกเบิกของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจโดยอยู่ในส่วนของข่าวต่างประเทศ และยังเคยเป็นบรรณาธิการพิเศษฝ่ายต่างประเทศของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ช่วงปี 2532 อีกด้วย

               อย่างไรก็ดี เส้นทางของนักวิชาการเริ่มต้นเมื่อเจ้าตัวเข้าศึกษาจนจบอักษรศาสตรมหาบัณฑิต เอกประวัติศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงปี 2532 จากนั้นได้รับทุนของทางมหาวิทยาลัยไปต่อจนจบเอกประวัติศาสตร์โปรตุเกส จากมหาวิทยาลัยบริสตอล ประเทศอังกฤษ ช่วงปี 2541

               กลับมาเมืองไทยก็เข้าสอนที่่ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยปัจจุบันมีตำแหน่งทางวิชาการเป็นรองศาสตราจารย์เปรียบเทียบระดับ 9 และยังมีผลงานวิจัยและผลงานด้านหนังสือมากมายที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเฉพาะเรื่องราวของเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

               อย่างไรก็ดี บทบาทที่คนไทยจดจำ อ.ยิ้ม ได้มากที่สุดคือ การร่วมเรียกร้องประชาธิปไตย จนได้ชื่อว่าเป็น “นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย” คนหนึ่ง!!

               โดยนอกจากทำงานเบื้องหลัง เขียนบทความลงคอลัมน์ถนนประชาธิปไตย ที่หนังสือพิมพ์ “โลกวันนี้ วันสุข” แล้ว งานเบื้องหน้า อ.ยิ้ม ก็ออกหน้าบ่อย มากมายหลายเวที สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้จัดรายการ “ห้องเรียนประชาธิปไตย” ทางทีวีจอแดง “พีเพิลแชนแนล” เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้ประชาชน นอกจากนี้ยังร่วมทีมงานวิชาการของ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ในขณะเป็นผู้ประสานงาน นปช. รุ่นใหม่

               ที่โด่งดังคือการใช้ตำแหน่งหน้าที่ขอประกันตัว ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ “ดา ตอร์ปิโด” ที่ต้องคดีหมิ่นสถาบันฯ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยิ่มยอมให้ประกันตัว

               ทั้งการเข้าร่วมกับกลุ่ม นปช. ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนภายหลังต้องถูกควบคุมไปที่ค่ายอดิศร ศูนย์กลางทหารม้า จ.สระบุรี ในข้อหาจัดการชุมนุมทางการเมือง แต่ต่อมาได้รับการปล่อยตัว และถูกดำเนินคดีข้อหาชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน

               นอกจากนี้ยังเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยช่วงการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 และยังร่วมการรณรงค์ปฏิรูปมาตรา 112 ตามข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ และร่วมรณรงค์ให้ปล่อยนักโทษการเมืองอีกด้วย

               และแน่นอน หลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 อ.ยิ้ม ก็ยังถูกเรียกให้ไปรายงานตัวกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ไม่ได้ถูกควบคุมตัวแต่อย่างใด

               สำหรับช่วงหลัง อ.ยิ้ม เงียบหายไปจากแวดวงสังคมแต่ยังปรากฏงานเขียนบทความลงคอลัมน์ “ถนนประชาธิปไตย” ใน นสพ.โลกวันนี้สองสามชิ้นช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีมุมมองแหลมคมตามสไตล์ อ.ยิ้ม คนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

               แต่ถ้าจะนับผลงานการเขียนขนาดยาวชิ้นสุดท้ายอาจจะเป็นผลงานช่วงปี 2558 คือ บันทึกเชิงนวนิยาย เรื่อง “น้ำป่า” ซึ่งเล่าเรื่องการต่อสู้ของนักศึกษาที่เขตงานสุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2520

               กระทั่งมาล้มป่วยและเสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 61 ปี ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น โดยจะมีการตั้งศพสวดพระอภิธรรมตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน-1 ตุลาคม ที่วัดหัวลำโพง ศาลา 2

               ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัว “ยิ้มประเสริฐ” ไว้ ณ ที่นี้