
จุรินทร์ถกปัญหาแย่งที่เรียนกับผอ.ยูเนสโก
จุรินทร์ เชิญผอ.ยูเนสโกในฐานะอดีต รมช.ศธ.เกาหลี ถกปฏิรูปการศึกษา พบมีปัญหาคล้ายคลึงกันโดยเฉพาะปัญหาแย่งกันเข้ามหาวิทยาลัย เตรียมนำประสบการณ์ของเกาหลีมาปรับใช้ต่อไป
(23ก.ย.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังนายกวาง โจคิม ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโก ประจำกรุงเทพ ฯ เข้าพบว่า ได้เชิญนายกวาง โจคิม ซึ่งเคยเป็น รมช.ศธ.ของประเทศเกาหลี มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเกาหลีได้เริ่มต้นปฏิรูปการศึกษา มาตั้งแต่ปี 2538 ภายใต้ชื่อว่า “Edutopia” ถือว่ามีประสบการณ์ในการปฏิรูปการศึกษามาในระยะเวลาที่ยาวนาน จึงอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อนำเอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาปรับใช้กับการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 ของประเทศไทยที่กำลังเริ่มตั้นขึ้น
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า เหตุผลที่เกาหลีต้องปฏิรูปการศึกษาในยุคนั้น เพราะว่าสังคมเกาหลีเปลี่ยนไปจากสังคมเกษตรกรรมกลายเป็นสังคมอุตสาหกรรมกับบริการ นอกจากนั้นอัตราการเกิดของประชากรต่ำ ทำให้คนในวัยเรียนน้อยลงและผู้สูงอายุมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับแนวโน้มของโลกในขณะนี้ ขณะเดียวกันเกาหลีมีการลงทุนด้านการศึกษาสูงมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ผลผลิตทางด้านเศรษฐกิจที่ปรากฏออกมาค่อนข้างต่ำ ดังนั้นเกาหลีจึงกลับมาทบทวนว่า ที่ลงทุนด้านการศึกษาไปนั้นสอดคล้องกับผลผลิตที่ออกมาหรือไม่ ขณะเดียวกันบัณฑิตที่ผลิตออกมาในยุคนั้น ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด รวมทั้งทักษะที่มีก็ไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ เช่นเดียวกับประเทศไทยในขณะนี้
“ สิ่งที่เกาหลีทำ คือ ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยเริ่มต้นจากเชิงปริมาณ คือ เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างกว้างขวางและเดินไปสู่การพัฒนาคุณภาพ หลังจากนั้นมีการปรับปรุงกฎหมาย พัฒนาหลักสูตร เพิ่มงบประมาณเข้าไปอีก 5 เปอร์เซ็นต์ ของ GNP นอกจากนี้ยังปฏิรูปการบริหารการจัดการ ปฏิรูประบบไอซีที ด้านการศึกษา ปฏิรูประบบคุณภาพในระดับอุดมศึกษา ปฏิรูประบบการเรียนตลอดชีวิต รวมทั้งปฏิรูประบบโรงเรียน คือ การสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบโรงเรียน ตลอดจนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งหลักใหญ่ๆก็คงจะไม่แตกต่างจากการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2542-2551 ถือว่าเสร็จสิ้นการปฏิรูปการศึกษารอบแรก และปี 2552-2561 จะเป็นช่วงของการปฏิรูปการศึกษารองสอง “ รมว.ศธ. กล่าว
นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า การปฏิรูปการศึกษาของไทย เน้นให้คนไทยเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ และให้ความสำคัญเรื่อง คุณภาพ การมีโอกาสและการมีส่วนร่วม รวมทั้งต้องการปรับปรุง 4 ใหม่ ได้แก่ 1.สร้างคนไทยยุคใหม่ 2.สร้างครูยุคใหม่ 3.สร้างสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ และ 4.ปรับระบบการบริหารจัดการยุคใหม่ ซึ่งก็สอดคล้องใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตาม มีจุดอ่อนที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากการปฏิรูปการศึกษาของเกาหลี เช่น เรื่องการปฏิรูประบบไอซีที เกาหลีจัดงบประมาณจำนวนมากจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้สถานศึกษา แต่กลับได้ผลไม่คุ้มค่าเพราะขาดกระบวนการอบรมพัฒนาการใช้เครื่องไม้เครื่องมือไอซีทีให้กับครูผู้สอนก่อน ซึ่งเป็นปัญหาเช่นเดียวกับประเทศไทย
เพราะฉะนั้น โครงการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมโรงเรียนวังไกลกังวล ที่ ศธ.กำลังจะต่อยอดให้โครงการนี้ ขยายโครงการออกไปในอีก ร.ร. 9000 โรงนั้น นอกจากการจัดจานดาวเทียมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ร.ร.ที่ร่วมโครงการแล้ว จะต้องมีระบบการอบรมพัฒนาครูให้ใช้เครื่องมือไอซีทีเป็น และต้องจัดทำคู่มือประกอบการเรียนการสอนด้วย ซึ่งตนได้สั่งการให้ดำเนินการทั้ง 2 เรื่องนี้แล้ว เพื่อให้พร้อมสำหรับการเริ่มต้นโครงการ ระยะที่ 1 จำนวน 4,000 โรง ในเดือน พ.ย.นี้ จะต้องมีประสิทธิภาพ
“ จุดอ่อนของการปฏิรูปการศึกษาเกาหลีอีกเรื่อง คือ ที่นั่งในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรง ซึ่งเกาหลีได้แก้ปัญหานี้ โดยการเพิ่มที่นั่งและยกระดับมหาวิทยาลัยในระดับรองลงมาให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น เพื่อลดความรุนแรงของการแข่งขัน ซึ่งวิธีนี้น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่จะนำปรับใช้ในเชิงนโยบาย ต่อไป” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว
อย่างไรก็ตามที่เกาหลีมีการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตมาก เพราะว่าประชากรในวัยนอกระบบ ร.ร.มากขึ้น ซึ่งมีสถานศึกษาเฉพาะทาง เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าเรียนและมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับประเทศไทยที่มุ่งเน้นเรื่องการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยการสร้างแหล่งเรียนรู้ใหม่ๆเพิ่มเติ่มขึ้น นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญการการศึกษาเอกชน เพื่อลดภาระให้กับภาครัฐ ขณะเดียวกันต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นโดยมีระบบการสร้างแรงจูงใจ ขณะเดียวกันนายกวาง โจคิม บอกว่า การปฏิรูปการศึกษาต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วม



