
เวที ๑๐ปี สช.พลิกโฉมหน้าระบบสุขภาพไทย
-
เวที ๑๐ ปีสช.พลิกโฉมหน้าระบบสุขภาพไทย ขับเคลื่อน ๔ ภารกิจก้าวสู่ทศวรรษใหม่
ศ.เกียรติคุณ นพ. ประเวศ วะสี แนะตั้งเป้าหมายระบบสุขภาพไทยในทศวรรษหน้า ต้องทั่วถึงเป็นธรรม คุณภาพดี และมีประสิทธิภาพ ย้ำต้องสร้างสุขภาพดีตามแนวคิด “สร้างนำซ่อม” ส่วนระบบบริการ ฐานต้องกว้างและเข้มแข็ง พร้อมเสนอปรับระบบบริหารโรงพยาบาลและการเงินให้โรงพยาบาลรัฐ ๑,๐๐๐ แห่งบริหารแบบเอกชน ด้านเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติประกาศ ๔ ภารกิจเชิงรุก สร้างความหวังสังคมสุขภาวะเกิดขึ้นในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้จัดให้มีเวที ๑๐ ปีสช. “สานพลังปัญญา สร้างสรรค์นโยบายสาธารณะ” ณ ศูนย์การประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ที่ผ่านมา โดยมีศ.เกียรติคุณนพ.ประเวศ วะสี ปาฐกถาในหัวข้อ “ระบบสุขภาพไทยในทศวรรษหน้า”ว่า ช่วงเวลา ๑๐ปีจากนี้ มีความสำคัญมากที่จะเห็นรูปธรรมของการพัฒนาระบบสุขภาพ หลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ และมี สช. เป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนงาน โดยก้าวต่อไปยังคงต้องยึดจุดหมายไปสู่การปฏิรูประบบสุขภาพให้มีความทั่วถึงเป็นธรรม (Equity) คุณภาพดี(Quality) และมีประสิทธิภาพ (Efficiency) ภายใต้แนวทาง “สร้างนำซ่อม” โดยยังมีหลายเรื่องที่ต้องก้าวต่อไปเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพในทศวรรษที่ ๒๑
ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศเสนอให้แก้ปัญหาโรงพยาบาลรัฐผู้ป่วยแน่น แพทย์พยาบาลภาระงานหนัก สุขภาพไม่ดีพอ โรงพยาบาลได้งบประมาณไม่พอ จนนำไปสู่ความขัดแย้ง ด้วย ๓ แนวทางคือ (๑)ต้องเน้นการสร้างสุขภาพเพื่อให้ประชาชนเจ็บป่วยน้อยลง ทั้งนี้ปัจจัยกำหนดสุขภาพร้อยละ ๘๐ อยู่นอกแวดวงสาธารณสุข เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา สิ่งแวดล้อมฯ ระบบสุขภาพจึงเป็นเรื่องซับซ้อนและมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา (๒)ต้องทำให้ฐานของระบบบริการกว้างและเข้มแข็ง จึงควรเน้นการส่งเสริมระบบสุขภาพชุมชน โดยการจับมือกันของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพ(รพ.สต.) สร้างบริการใกล้บ้านใกล้ใจ ให้คนไทยทุกคนมีหมอประดุจญาติประจำครอบครัว โดยเสนอให้มีทีมนักสุขภาพครอบครัว มีพยาบาลของชุมชน ๑ คนต่อ ๒ หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาล ๑ คนต่อ๑ หมู่บ้าน จ้างโดยใช้เงินจากกองทุนสุขภาพตำบล องค์กรบริหารส่วนตำบลและสถาบันการเงินของชุมชนระดับตำบล (๓)ปรับระบบบริหารโรงพยาบาลและการเงิน โดยปรับบทบาทของกระทรวงสาธารณสุข จากเดิมที่เน้นเป็นผู้กำกับดูแลโรงพยาบาลให้เป็น “องค์กรนโยบาย” เน้นการกระจายอำนาจสู่ชุมชน อปท. และองค์กรเช่น โรงพยาบาล โรงเรียน โดยกระทรวงสาธารณุขสนับสนุนทางนโยบายและวิชาการ
“ เรื่องสำคัญประการหนึ่งคือ รัฐต้องมีนโยบายเกี่ยวกับบทบาทของโรงพยาบาลเอกชนที่ชัดเจน เพราะขณะที่โรงพยาบาลเอกชนสร้างรายได้และชื่อเสียงให้ประเทศ แต่ก็สร้างความเหลื่อมล้ำในระบบบริการภายในประเทศด้วย ดังนั้น คงต้องพิจารณาข้อเสนอที่โรงพยาบาลเอกชนต้องการผลิตแพทย์ใช้เองและเหลือป้อนให้สถานพยาบาลภาครัฐว่าสามารถเป็นจริงหรือไม่ และจะมีผลกระทบอะไรแค่ไหนขณะเดียวกันโรงพยาบาลของรัฐควรปรับตัวไปบริหารแบบเอกชน หรือทำให้เกิดโรงพยาบาลเอกชนของรัฐประมาณ ๑,๐๐๐ แห่ง ซึ่งนอกจากลดการขาดทุนได้แล้ว ยังมีกำไร ทำให้เกิดศักยภาพในการจัดหาเครื่องมือบริการประชาชนได้เพิ่มด้วย ยกตัวอย่าง รพ.บ้านแพ้ว ที่มีระบบบริการที่พร้อมเสนอ”
สำหรับการพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสุขภาพในทศวรรษหน้า ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศเสนอให้ สช.ในฐานะกลไกหลักตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ ต้องทำหน้าที่เพิ่มเติมในการสร้างหน่วยสัมฤทธิ์ศาสตร์ทางนโยบายสาธารณะ (Public Policies Delivery Unit) เพื่อเสนอนโยบายสาธารณะที่สำคัญในช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึงซึ่งภาคการเมืองจะให้ความสำค้ญกับทางเลือกนโยบายโดยอาจดึงธนาคารโลกมาร่วมมือด้วย พร้อมกันนี้ยังได้เสนอให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมมือกับมหาวิทยาลัยจัดตั้ง สถาบันนโยบายสุขภาพแห่งชาติสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เพื่อเป็นสถาบันพัฒนาบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุข อาจารย์ กรรมการสภาวิชาชีพ หรือหน่วยงานอื่นๆ เช่น สำนักงบประมาณ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจนโยบายเชิงระบบมากขึ้น โดยสร้างหลักสูตรการเรียนรู้ให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เหมือนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) นอกจากนี้ ยังต้องช่วยกันสร้างนักคิดเชิงระบบให้มากขึ้นด้วย
ในการประชุมครั้งนี้ยังได้มีการเสวนา หัวข้อ “อดีตปัจจุบันอนาคตบนเส้นทางสร้างนำซ่อม” โดย นพ.อำพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การมี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ เป็นเครื่องมือหนึ่งที่มาช่วยแก้ปัญหาในระบบสุขภาพปัจจุบัน แต่มีสิ่งที่ต้องทำให้มากขึ้นคือการให้ทุกคนร่วมเป็นเจ้าของพ.ร.บ.ฉบับนี้ และการลงมือปฏิบัติ เพื่อทำให้ปัญหาถูกแก้ไขโดยชุมชนและให้ชุมชนเป็นแนวรับใหม่
“การก้าวเดินที่ผ่านมานั้นมาถูกทิศทางแล้ว คือยืนบนหลักร่วมคิดร่วมทำ และต้องทำต่อไป ตามหลักการที่เรายึดมาตลอด คือ All for Health to Health for All นอกจากนี้เราจะไปคนเดียวไม่ได้ต้องดึงประเทศเพื่อนบ้านเดินไปกับเราด้วยการปฏิรูประบบสุขภาพของไทยนั้นเป็นที่ชื่นชมและยอมรับของสากลมาก ดังนั้น ต้องรุกทำงานทางวิชาการและถอดบทเรียนเพื่อเผยแพร่ไปสู่ต่างประเทศด้วย”
ด้าน นางสาวภารณีสวัสดิรักษ์นักวิชาการอิสระด้านผังเมืองกล่าวว่า เครื่องมือตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ ทั้งธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพสมัชชาสุขภาพ และการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ(HIA) เป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ขับเคลื่อนการทำงานในระดับพื้นที่ได้จริงและสามารถใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆที่ชุมชนมีอยู่ได้อีกด้วย การทำงานจึงต้องเน้นที่การเชื่อมโยงเครือข่ายต่างๆและเรียนรู้เพื่อสร้างโอกาสจะเกิดทางเลือกนโยบายหรือเส้นทางใหม่ เช่น HIA ที่เดิมเป็นเครื่องมือของคู่ขัดแย้ง ปัจจุบันก็พัฒนามาสู่การทำงานแบบเป็นเพื่อนร่วมคิดหรือHIAเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น
ท้ายที่สุด นพ.พลเดช ปิ่นประทีปเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติกล่าวในหัวข้อ “คลิกมุมคิด พินิจอนาคต” ว่าบทบาทของสช.หลังจากนี้ คงเป็นเรื่องหลักๆ ๔ เรื่องหลัก ประการแรก คือ สช.ต้องพัฒนานโยบายและประเด็นใหม่ๆกล้าพัฒนานโยบายที่เคยกลัวว่าจะขัดแย้งกัน เช่น นโยบายเกี่ยวกับโรงพยาบาลเอกชน และการอพยพแรงงานต่างชาติ ซึ่งนโยบายนี้เกี่ยวพันทั้งเรื่องสุขภาพ ความมั่นคง และสังคม ฯลฯสองคือ การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพที่ควรขับเคลื่อนให้เกิดนโยบาย “ใกล้บ้าน ใกล้ใจ” มีพยาบาล ผช.พยาบาล ที่ชุมชนว่าจ้างเอง ปรับฐานบริการสุขภาพให้ฐานข้างล่างแข็งแรงประการที่สาม การสนับสนุนกระแสการปฏิรูปที่ทำมานับ ๑๐ ปี มีกลไกคณะกรรมการชุดต่างๆ สช.และหน่วยงานตระกูลส. ควรมีศูนย์สนับสนุนส่งเสริมการปฏิรูป และมี Public Policies Delivery Unit เป็นปัจจัยบวกในการขับเคลื่อน และประการสุดท้าย คือ การให้ข้อเสนอแนะสนับสนุนบทบาทความร่วมมือผนึกกำลังหน่วยงานต่างๆเท่าที่จะทำได้โดยสช.เป็นผู้เชื่อมประสานทั้งกระทรวงสาธารณสุข องค์กรด้านสุขภาพและหน่วยงานอื่นๆต่อไป



