ไลฟ์สไตล์

"สมานฉันท์" พูดง่ายทำยาก

"สมานฉันท์" พูดง่ายทำยาก

27 ก.พ. 2552

"สมานฉันท์" คำคำนี้พูดกันใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ จนคำนี้ไร้ความหมาย เพราะไร้คนทำ กับอีกทั้งทำในสิ่งตรงข้าม กับคำว่า สมานฉันท์

  ไม่ว่านักการเมือง นักจัดรายการทั้งทีวีและวิทยุ นักเขียนบางท่านบางคน เอาแต่ใส่ร้ายป้ายสี โจมตีฝ่ายตรงข้าม หยาบหยามผู้อื่น ขนาดที่นักจัดรายการวิทยุและทีวีเรียกคนที่ตนเองไม่ชอบว่า ไอ้ อี ทั้งๆ ที่ตนเองก็ไม่มีความดีมากพอที่จะเสนอตัวทำงานเพื่อชาติ

 คำพูดที่กักขฬะหยาบหยาม รวมทั้งผู้ที่โทรศัพท์เข้าไปในรายการ ไม่น่าจะสร้างความสมานฉันท์ แต่เอาความเมามันในอารมณ์ของตนเองเป็นหลัก

 อย่างนี้สังคมประเทศชาติก็ยากที่จะสงบสุข เพราะคนไร้ความรู้ และไม่เข้าใจคำว่า "สมานฉันท์"

 คำว่า "สมานฉันท์" คือ ความพอใจ ความศรัทธา การเห็นประโยชน์ และการเห็นโทษภัยของความแตกแยก

 ถ้าไม่มีความรู้ในองค์ประกอบดังกล่าวนี้ ก็ป่วยการที่จะพูดถึงคำว่า "สมานฉันท์"

 สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสสอนพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ในวันมาฆบูชา ที่เรียกว่า โอวาทปาติโมกข์ มีอยู่ข้อหนึ่งว่า "อะนูปะวาโท" ซึ่งหมายถึง อย่าว่าร้าย

 นั่นคือ การให้สำรวมระวังวาจา ถ้าไม่สำรวมระวังวาจา เอาแต่พูดถึงความดีของตน โจมตีคนอื่นในความผิดพลาด ก็อย่าหวังว่างานที่อยากทำนั้นจะราบรื่น สำเร็จเผล็ดผลเป็นความผาสุก ในทางกลับกัน จะนำโทษนำทุกข์มาสู่ตน และองค์กร จึงควรพึงระวังคำพูด ดังนี้

 พูดคำด่าคำ คนเข็ด
 พูดเท็จ  เป็นบาป
 พูดหยาบ  แตกร้าว
 พูดยาว  จำยาก
 พูดมาก  เลอะเทอะ
 พูดเยอะ  ผิดบ่อย
 พูดพล่อย  ผิดใจ
 พูดไว  ผิดอักขระ

 ถ้าอยากให้มีความสมานฉันท์ และการประคับประคอง ให้ความสามัคคีดำรงต่อไป จึงต้องมีองค์ประกอบหลายประการ เช่น

 มีความปรารถนาดี ประนีประนอม อ่อนน้อมถ่อมตน อย่าข่มคน อย่าเอาแต่ความคิดของตนเป็นใหญ่ เห็นประโยชน์ของความร่วมแรงร่วมใจ เห็นโทษภัยของการแตกสามัคคี

 การที่รัฐบาลและผู้บริหารประเทศ หรือผู้ที่อยากเข้ามามีบทบาทแสดงความสามารถในการบริหารประเทศให้รุ่งเรือง ถ้าไม่ทำให้เกิดความสมานฉันท์ โดยมีตนเองเป็นศูนย์กลางของการสมานฉันท์ ก็ยากที่จะทำตามความตั้งใจได้

 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปากที่ใส่ร้าย ป้ายสี โจมตี บีฑา ฝ่ายตรงข้าม เพื่อแดงความดีของตน ข่มคนที่ขวางผลประโยชน์และอำนาจ

"พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ)"