
โรงพยาบาลแม่ระมาดบูรณาการชุมชนร่วมฟื้นฟูผู้ติดฝิ่นเชิงรุก
....
“แม่ระมาด” นอกจากเป็นพื้นที่ติดชายแดนไทย-เมียนมาแล้ว อีกด้านยังติดกับอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อีกหนึ่งพื้นที่ที่มีการปลูกฝิ่นมากที่สุดในประเทศพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง ประชากรมีทั้งสัญชาติไทยเชื้อสายไทยและชาติพันธุ์ รวมถึงประชากรต่างด้าว ทำให้เป็นหนึ่งในพื้นที่เข้าถึงยากทั้งในด้านความเจริญและสาธารณสุข
ทั้งยังเป็นพื้นที่สำคัญที่กำลังเผชิญปัญหา “ผู้ติดฝิ่น” ด้วยเป็นพื้นที่ปลูกอันดับสองในประเทศไทย ด้วยมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่นิยมใช้ฝิ่นเป็นยาบำบัดรักษาโรค อันเป็นความเชื่อมาแต่โบราณ อีกส่วนคือ “ฝิ่น” ยังเป็นพืชเศรษฐกิจของชุมชน ที่มีการปลูกเพื่อจำหน่ายทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่
“ในแม่ระมาดปัจจุบันคาดว่าน่าจะมีพื้นที่ปลูกฝิ่นประมาณ 213 ไร่ ในสามตำบล โดยเฉพาะตำบลแม่ตื่น ถือเป็นพื้นที่สีแดง ซึ่งก่อนหน้านี้มีการปลูกมากกว่าในช่วงสามปีหลัง แต่พึ่งมีการปราบปรามทำลายไปโดยเจ้าหน้าที่ของภาครัฐ ปปส. รวมถึงมีโครงการหลวงเข้ามาส่งเสริมแนะนำให้ประชาชนหันไปปลูกพืชประเภทอื่นทดแทน” นพ. จิรพงศ์ อุทัยศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่ระมาด จ.ตาก เล่าถึงสถานการณ์โดยรวม
พร้อมอธิบายต่อเกี่ยวกับความเข้าใจผิดเรื่องผู้ป่วยติดฝิ่นของคนทั่วไป ที่มักถูกเข้าใจว่าเป็นปัญหาเฉพาะของคนบนพื้นที่สูงซึ่งอยู่ในวงจำกัดและเป็นผู้สูงอายุ ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าในอนาคตปัญหานี้คงค่อยๆ หมดลงไปเองตามอายุขัย แต่จากข้อมูลล่าสุดที่พบ ทำให้ทราบว่าไม่ใช่เฉพาะชาติพันธุ์เท่านั้นที่ติดฝิ่นแต่ยังมีคนไทยพื้นราบมากกว่าซึ่งมีที่เข้ามาบำบัดรักษาฝิ่นกับทางโรงพยาบาลจำนวนหนึ่งในสี่ของคนไข้เป็นคนไทยพื้นราบ รวมถึงกลุ่มผู้หญิงก็มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 15
“ส่วนใหญ่เน้นการฉีดเข้าเส้นเลือด” นพ.จิรพงศ์ขยายประเด็น “โดยผู้รับการบำบัดจากเรากว่า400 คน พบว่ามี 250 คนที่ใช้วิธีฉีด ทำให้พบผู้ปวยที่เสี่ยงต่อการติดโรคเอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบบี และซี จากการใช้เข็มฉีดยาไปด้วย ซึ่งแม้ปัจจุบันอาการจะยังไม่ปรากฏชัด แต่ในระยะสิบปีอาจมีโอกาสเป็นตับแข็ง ยี่สิบปีอาจเป็นมะเร็งตับ ปัญหานี้เหมือนเป็นระเบิดเวลาในอนาคตที่เราต้องจัดการต่อไป”
โดยในช่วงแรกที่เริ่มดำเนินโครงการดังกล่าว ทางโรงพยาบาลไม่รู้จำนวนคนที่ติดฝิ่นแน่นอน จึงคิดว่ามีแค่สองร้อยคน แต่หลังจากทำโครงการบำบัด ได้รับทราบตัวเลขเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง วันนี้มีตัวเลขประมาณการณ์ว่าน่าจะมีไม่ต่ำกว่าแปดร้อยคน
“ก่อนปี 2556 เราใช้วิธีการบำบัดแบบดั้งเดิม คือการ ดีทอกซ์ หรือใช้ยาถอนฤทธิ์ยา โดยจะให้ยาทดแทน3 วันแรก และค่อยๆ ลดยาลงไปเรื่อยๆ โดยไม่ให้ผู้ป่วยทราบ แต่วิธีการนี้ต้องจำกัดพื้นที่ผู้ป่วยดูแลเพื่อให้การรับยาต่อเนื่อง แต่สุดท้ายเมื่อผู้ป่วยกลับสู่ชุมชนก็หันไปเสพเช่นเดิม”
ในเวลานั้นมูลนิธิโอโซน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่เคยใช้ยาและเลิกได้ และมีเจตนารมย์ในการส่งเสริมให้ผู้อื่นหันมาเลิกยา ได้เข้ามาจุดประกายและผลักดันให้โรงพยาบาลเปลี่ยนวิธีการบำบัด รวมถึงยังได้รับคำแนะนำจากโครงการหลวงและสถาบันธัญลักษณ์ที่ช่วยชี้แจงว่าวิธีที่เราทำอยู่มันล้าสมัย เพราะปัจจุบันมีวิธีการบำบัดใหม่ คือการให้เมทาโดนระยะยาว หรือตลอดชีวิต โดยไม่มีการลดจำนวน ซึ่งเมื่อดูปัจจัยในพื้นที่ ผู้ที่ติดส่วนใหญ่ใช้วิธีฉีด มีความรุนแรงกว่าและทำให้โอกาสเลิกได้น้อย ทางโรงพยาบาลจึงมองว่าวิธีการนี้เป็นทางเลือกที่ดี
ตัวยาน้ำสีเขียวใสที่ถูกปรุงรสชาติและปริมาณให้เหมาะกับการกิน สำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งมีต้นทุนเพียง 10 บาทต่อวัน ถูกใช้เป็นยาแทนฝิ่นที่ผู้ติดต้องจ่ายเพื่อหามาฉีดเฉลี่ย3-4 ครั้งคิดเป็นเงิน300 บาทต่อวัน สามารถออกฤทธิ์อยู่ได้ตลอดหนึ่งวันจึงถูกกระจายสู่มือผู้รับการบำบัดในแต่ละจุด ได้เพิ่มการเข้าถึงผู้ติดฝิ่นมากขึ้น
แต่เพื่อให้เข้าถึงมากยิ่งกว่าเดิม ทางโรงพยาบาลและทีมงานสาธารณสุขของแม่ระมาด จึงเน้นการทำงานเชิงรุก มองว่าคลีนิคบำบัดผู้ป่วยติดฝิ่นควรมีที่ รพ.แม่ระมาดแห่งเดียว ได้ขยายจุดบริการคลีนิคที่ รพ.สต.และ สสช. ในสังกัดทั่วพื้นที่แต่เนื่องจากทำเลส่วนใหญ่เป็นพื้นที่บนภูเขากระจายตัวเป็นหย่อมๆ ต้องใช้เวลาเดินทางมากว่าสามถึงสี่ชั่วโมง ที่สุดจึงเกิดกองคาราวานบริการบำบัดผู้ติดฝิ่นตามจุดบริการย่อย เพื่อให้เข้าถึงมากที่สุด
“หลังดำเนินการมาสักระยะยังพบจำนวนการปลูกฝิ่นเพิ่ม ผู้ติดมากขึ้น อายุน้อยลง มีกลับเสพย์ซ้ำ จึงทบทวนว่าเราควรต้องปรับการทำงาน เราจึงไปดูงานที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง พบกระบวนที่มีการนำชุมชนมามีส่วนร่วมในการบำบัดผู้ติดฝิ่นเราได้นำมาปรับกระบวนการทำงาน โดยเน้นชุมชนชุมชนเป็นศูนย์กลางมากขึ้นมอบบทบาทในการค้นพบ ช่วยเหลือและดูแลผู้ติดฝิ่น ร่วมกับแพทย์และพยาบาลปัจจุบันกลายกระบวนการทำงานร่วมกัน
ผู้อำนวยการ รพ.แม่ระมาดเสริมต่อว่า ข้อดีของการใช้คนในชุมชน เพราะการจะดึงผู้ติดยาเข้ามารักษา ไม่ใช่แค่ติดป้ายคลีนิคแล้วเขาจะเดินมาเอง แต่ต้องมีคนที่รู้และเข้าใจ ลงไปในพื้นที่จริง ไปพูดคุยกับเขาและทำให้เชื่อมั่นว่าการรักษาเป็นประโยชน์และปลอดภัยสำหรับตัวเขา ไม่มีปัญหากับเรื่องกฏหมายหรือการจับกุม
“ขณะเดียวกันเราก็นึกถึงสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาวะ หรือ สสส. เพราะคิดว่าจำเป็นมีองค์ความรู้ในการจัดการคน ทรัพยากร ตลอดจนงบประมาณเพื่อปรับปรุงกระบวนการด้านนี้ ซึ่งก็ได้มีทีมโอโซนมาเข้าช่วยอีกแรง”
ในเรื่องนี้ภรณี ภู่ประเสริฐ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวถึงกรณีที่ สสส.ได้ให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาระบบการบำบัดรักษาที่เหมาะสมกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดฝิ่นในพื้นที่แนวชายแดน ภายใต้การดำเนินงานของบุคลากรจากโรงพยาบาลแม่ระมาด เพราะมองเห็นว่าในการออกแบบการให้บริการไม่จำกัดอยู่แต่ในโรงพยาบาล แต่ยังขยายการให้บริการออกไปสู่รพ.สต. และหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ รวมถึงมีการส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือจากชุมชนในพื้นที่ อาสาสมัคร บุคลากรสาธารณสุข และบุคลากรจากภาคส่วนอื่น ๆ ในการค้นหาและนำผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการบำบัดรักษา ทำให้ปัจจุบันมีผู้ผ่านเข้าสู่ระบบการรักษาด้วยวิธีการให้เมทาโดนทดแทนระยะยาวผ่านโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากสสส. ประมาณ 400 คน ยังคงรับยาต่อเนื่องอยู่ 270 คน หรือ ร้อยละ 67.5
“นอกจากตัวอย่างของการให้บริการบำบัดรักษากลุ่มชาติพันธ์โดยใช้รูปแบบพิเศษแล้ว สสส.ยังสนับสนุนให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตากกำหนดทิศทางการสร้างเสริมสุขภาพกลุ่มชาติพันธ์ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตากในภาพรวมด้วยโดยคาดหวังว่ารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพตามแนวชายแดนจังหวัดตากที่ สสส. สนับสนุนนี้จะเป็นต้นแบบหนึ่งในการขยายผลการสร้างเสริมสุขภาพให้กับพื้นที่ชายแดนไทยบริเวณอื่นๆ ต่อไป”
หลังจากอาสาสมัครออกไปทำงานในพื้นที่ โดยร่วมมือกับผู้นำชุมชนกระจายในพื้นที่เพื่อชักชวนให้คนสมัครใจเข้ารับการบำบัดตามพื้นที่บริการต่างๆ ทุกเดือนทีมสาธารณสุขจะต้องออกเดินทางตระเวนไปแต่ละจุดบริการ รวมทั้งพื้นที่ “บ้านแม่ตื่น” แห่งนี้
ปัจจุบันไร่ฝิ่นในแม่ตื่นมีรูปแบบการปลูกฝิ่นทันสมัยกับกระแสโลกมากขึ้น เมื่อก่อนจะกรีดปีละครั้ง แต่ทุกวันนี้มีระบบสปริงเกอร์ให้น้ำทำให้ปลูกได้ตลอดปี และยังใช้เทคนิคปลูกเป็นแปลงเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ บนเขาป่าลึกทั้งปลูกขายและเสพกันเป็นครอบครัวก็ยังมี แน่นอนว่าพื้นที่สีแดงเช่นนี้มีจำนวนผู้ติดฝิ่นเพิ่มขึ้น ที่คาดว่าต้องไม่น้อย500 คน
เมื่อถึงเวลานัดจะมีประชาชนจากตัวหมู่บ้านขนาด40 หลังคาด้านบนเขารวมถึงในหมู่บ้านละแวกอื่นที่ห่างไกลออกไประยะประมาณครึ่งชั่วโมง และไกลสุดคือห่างจากจุดบริการนี้ประมาณสองชั่วโมงทยอยเดินทางลงมารับบริการ
โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจปัสสาวะหาว่าสารฝิ่นในร่างกาย ว่ามีการกลับไปใช้หรือไม่ คนไข้จะมีสมุดประจำตัวเล่มหนึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าเป็นผู้เข้ารับการบำบัดที่มีสิทธิ์ครอบครองเมทาโดนที่ทางเจ้าหน้าที่จ่ายให้ พร้อมติดรูปไว้เรียบร้อยเพื่อป้องกันการแอบอ้าง
สำหรับกฏกติกาการรักษา ผู้รับการบำบัดจะต้องมีบัดดี้หนึ่งคน อาจเป็นคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง หรือหากไม่มีก็จะมี อสม.มาเป็นบัดดี้ให้ เพื่อช่วยดูแลผู้ป่วยที่ติดฝิ่นว่ากลับไปใช้หรือไม่และคอยเป็นพลังเสริม ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพราะครอบครัว มีผลช่วยให้เลิกได้มากที่สุด
“ปัจจุบันเราสามารถกระจายจุดบริการบำบัดผู้ติดฝิ่นโดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลางผลที่ออกมาคือผู้รับการบำบัดเข้าสู่ระบบการรักษาจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งมีประมาณครึ่งหนึ่งที่ประมาณการณ์เข้ามารับการรักษากับเรา และมีการกระจายจาก รพ.สต ไปศูนย์ย่อย โดยระหว่างการบำบัดแต่ละครั้งจะมีผู้นำชุมชนทั้งภาคท้องถิ่นและท้องที่เข้ามาให้กำลังใจ พูดคุยทำความเข้าใจ” นพ.จิรพงศ์กล่าว
ในการทำงานจึงไม่อาจคาดหวังว่าให้ผู้ป่วยสามารถเลิกได้เลย แต่คาดหวังให้ลดการใช้ลง แต่หากมีคนเลิกได้ แม้จะแค่ 1 คน แต่สามารถช่วยชีวิตลูกและเมียได้อีกหลายคน เพราะพวกเขาจะมีแรงมีสติในการหันมาใส่ใจดูแลครอบครัว และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับฝิ่นวันละ 200-300 บาท บางคนยังเป็นจิตอาสาส่งต่อความช่วยเหลือเพื่อให้คนอื่นเลิกได้ กลายเป็นคนดีของสังคมในที่สุด



