ไลฟ์สไตล์

10 เดือนคืบหน้า 5 ควิกวิน “ประชารัฐฯ”

10 เดือนคืบหน้า 5 ควิกวิน “ประชารัฐฯ”

14 ส.ค. 2560

....

10 เดือนคืบหน้า 5 ควิกวิน “ประชารัฐฯ” ยืนหยัดเดินหน้าสู่สังคมเท่าเทียม

เป็นระยะเวลากว่า 10 เดือนที่คณะทำงานในโครงการประชารัฐเพื่อสังคม ซึ่งประกอบด้วยคณะทำงานสำคัญ 3 ประสานได้แก่ ภาครัฐ โดยมีพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ (พม.)เป็นหัวหน้าทีม ภาคเอกชน มีนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานอาวุโสสภาหอการค้าไทย เป็นหัวหน้า และภาคประชาสังคม โดย ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)เป็นหัวหน้า ได้ร่วมกัน ขับเคลื่อน ผลักดัน หารือ สร้างความร่วมมือและแก้ไขปัญหาปิดช่องว่างสร้างแรงกระเพื่อมการดำเนินการใน 5 ประเด็นสำคัญ ระยะแรก หรือควิกวิน (Quick win) เพื่อย้ำการสร้างความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาคุณภาพคนในทุกวัย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการนำร่องกิจกรรมงานสำคัญต่างๆ

1 ใน 5 ประเด็นสำคัญคือ ความสำเร็จในการส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของคนพิการจากการเปลี่ยนการส่งเงินเข้ากองทุนคนพิการ ตามกฎหมาย (มาตรา 34) เป็นการจ้างงานคนพิการ (ม. 33) และการส่งเสริมอาชีพ (ม.35) ผลตอบรับในระยะแรกมีกลุ่มบริษัทในคณะทำงานประชารัฐเพื่อสังคมได้จ้างคนพิการไปแล้วถึง 7,500 อัตรา ถือเป็นจำนวนที่สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในตอนต้นคือ 7,376 อัตรา และขณะนี้ การขับเคลื่อนงานเพื่อให้เกิดการจ้างงานคนพิการต่อเนื่องนั้น จะเน้นการขยายความร่วมมือไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญอีกกลุ่ม ได้แก่ เครือข่ายบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เครือข่ายบริษัทสมาชิกหอการค้า และเครือข่ายผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะใน 10 จังหวัด (ที่ยังส่งเงินเข้ากองทุนฯจำนวนมาก) ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี และระยอง เพื่อเดินหน้าตามเป้าหมายที่จะจ้างงานคนพิการให้ได้ 16,000 อัตราในปี 2561 นี้

ด้านการจ้างงานคนพิการในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจนั้น เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งภาครัฐจ้างงานคนพิการไปแล้ว ร้อยละ 37.13 (ข้อมูลเมื่อ เมษายน 2560) และมีเป้าหมายจ้างงานคนพิการร้อยละ 60 ของอัตราที่ต้องจ้างในปี 2560 และตั้งเป้าหมายจ้างงานให้ได้ ร้อยละ 100 ในปี 2561  นอกจากนี้การสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรพิการเป็นอีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ โดยผลักดันผ่านวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)ของคนพิการ ล่าสุดมีการนำร่องไปแล้วใน 6 โครงการ ได้แก่ Call Center ,ไทยวีล (ผลิตวีลแชร์และอุปกรณ์เครื่องช่วยคนพิการ) ,Art Story (ผลิตโดยบุคคลออทิสติก) ,ปันปัญญา (ผลิตภัณฑ์แปรรูปในชุมชนและสินค้าเกษตรคนพิการ) , Ray Bakery (เบเกอรี่และเครื่องดื่มโดยคนพิการ) , คาเฟ่อะเมซอน (ร้านกาแฟโดยคนพิการ) เป็นตัวอย่างของการสร้างรายได้และมีงานทำที่ยั่งยืน

ด้านการส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของผู้สูงอายุ นำโดยกรมกิจการผู้สูงอายุ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐนำร่องส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ ในหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ จำนวน 9,120 ตำแหน่งหรือการร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดหาผู้สูงอายุเข้าโครงการ Amazing Thai Host ใน 75 จังหวัดทั่วประเทศ เป็นการรับสมัครผู้สูงอายุปฏิบัติหน้าที่อาสาสมัครอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัย มีผู้เข้าร่วมแล้วกว่า 259 คน และยังร่วมกับกระทรวงแรงงาน โดยกรมจัดหางาน ขยายโอกาสให้ผู้สูงอายุลงทะเบียน โดยศูนย์บริหารจัดหางานให้ผู้สูงอายุ มีผู้สูงอายุลงทะเบียนแล้วกว่า 1,421 คน และบรรจุเข้าทำงานแล้ว 141 คน ในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ร่วมกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทำโครงการ 1 เขต 1 ผู้สูงอายุ โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทั้งหมด 28 เขต จ้างงานผู้สูงอายุแล้ว 33 คน  ในภาคเอกชนมีการจ้างงานผู้สูงอายุกว่า 7,175 คน โดยมีความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นำร่องจ้างงานผู้สูงอายุแล้ว 23 บริษัท จำนวน 1,382 คน และร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตามโครงการ 1 สถานประกอบการ 1 ผู้สูงอายุ รวมถึงการส่งเสริมการจ้างงานในรูปแบบอาชีพอิสระ เลือกประกอบอาชีพตามที่ตัวเองสนใจกว่า 437 คน จากการร่วมมือของหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนนี้ ทำให้เกิดการส่งเสริมการมีรายได้และการมีงานทำของผู้สูงอายุรวมแล้วว่า 19,076 คน

การสร้างรายได้ในวัยเกษียณ ยังมีอีกหนึ่งประเด็นสำคัญของในการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพ คือการสร้างความมั่นคงทางการเงินผ่านการออมเพื่อเตรียมใช้ชีวิตหลังเกษียณ เป็นเรื่องที่คณะทำงานฯเน้นยังและสร้างแนวทางขับเคลื่อน โดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นแกนนำสำคัญในการจัดการเงิน มีข้อแนะนำสำหรับ 3 กลุ่มเป้าหมาย คือ 1. กลุ่มแรงงานในระบบ 2. กลุ่มแรงงานนอกระบบ และ 3. กลุ่มผู้สูงอายุ  ขับเคลื่อนการออมสร้างความเข้มแข็งทางการเงินรอบรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังเดินทางเข้ามาใกล้ในทุกขณะ แนวทางสำคัญคือการสร้างความตระหนัก ส่งเสริมความเข้าใจผ่านชุดความรู้การวางแผนเพื่อเกษียณอายุ อาศัยการกระจายองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง สู่กลุ่มเป้าหมายกว่า 518,800 คน เผยแพร่ช่องทางออนไลน์และดิจิตอลแล้วกว่า 1.2 ล้านคน และยังส่งเสริมความรู้แก่พนักงานภายในองค์กรกว่า 125,844 คน และสร้างเทรนเนอร์จำนวน 1,089 คน เพื่อขยายผลให้เกิดการรับรู้ที่กว้างขวางทั่วถึงต่อไป ในส่วนของแรงงานนอกระบบจะใช้พลังเครือข่ายของ สสส. ร่วมกับภาคีกลุ่มแรงงานนอกระบบเพื่อสร้างเทรนเนอร์แกนนำกลุ่มให้เกิดการขยายผลแพร่กระจายต่อไม่สิ้นสุด และยังร่วมผนึกกำลังกับ พม. ที่จะกระจายชุดความรู้ส่งถึงผู้สูงอายุทั่วไทยต่อไป

อย่างไรก็ตามคณะทำงานประชารัฐเพื่อสังคม ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดำเนินงานผ่านหน่วยงานและองค์กรต่างๆที่ดำเนินการอยู่แล้ว และจำเป็นต้องอาศัยแรงหนุนเสริมจากหลายฝ่ายให้เกิดผลสำเร็จ คือ การสร้างความมั่งคงปลอดภัยของที่อยู่อาศัย และการสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัย ระยะแรกจึงเป็นการสนับสนุนแผนงานของภาครัฐที่ดำเนินการอยู่ อาทิ โครงการบ้านพอเพียงชนบทของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จำนวน 20,00 หลัง และปรับปรุงบ้านผู้สูงอายุแล้วกว่า 2,897 หลัง การปรับปรุงที่อยู่อาศัยของกรมกิจการผู้สูงอายุ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคนเน้นการอยู่ร่วมกันของผู้สูงอายุกับครอบครัว ทั้งแนวทางซ่อมแซมบ้านในท้องถิ่นต่างจังหวัดร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น และการพัฒนาพื้นที่นำร่อง โดยภาคเอกชนคือบริษัท เอสซีจี พม. และสสส. ที่จังหวัดลำปาง ซึ่งกำลังดำเนินการให้เกิดเป็นต้นแบบนำร่องต่อไป

ประเด็นสุดท้ายในการดำเนินงานระยะควิกวิน กับประชารัฐเพื่อสังคมนี้ คือการสร้างความปลอดภัยทางถนนให้กับคนไทยทุกคน โดยมีแกนนำสำคัญ ได้แก่ บริษัท ปตท.จำกัด กับการรณรงค์สร้างความตระหนักในช่วงเทศกาลที่มีการใช้รถใช้ถนนจำนวนมาก ผ่านโครงการถนนคนดี ประชารัฐร่วมใจ ขับขี่ปลอดภัยช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เพื่อการสร้างแนวทางที่ชัดเจน ให้ประชาชนมีวินัยจราจรและตระหนักถึงการสร้างความปลอดภัยทางถนน ผ่านการสร้าง “มาตรการองค์กร” ด้วยความร่วมมือของสถานประกอบการและบริษัทชั้นนำโดย ปตท. และ พม. ชิญชวนบริษัทชั้นนำ สถานประกอบการที่มีพนักงานใช้พาหะโดยสารทางถนนรูปแบบต่างๆ อาทิ ขับขี่รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์เพื่อเดินทางไปทำงาน ร่วมลงนามเพื่อความร่วมมือ (MOU) “ประชารัฐร่วมใจ ปลอดภัยทุกเส้นทาง” ยกระดับมาตรฐานองค์กรเพื่อส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยทางถนน องค์กรและหน่วยงานที่ร่วมลงนามต้องมีนโยบายที่ชัดเจนตั้งแต่ระดับผู้บริหาร เพื่อรักษาและดูแลชีวิตพนักงานและบุคลากรทุกคน ช่วยลดอุบัติเหตุทาง ที่สำคัญการสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการใช้รถนั้นยังต้องยกระดับการกระจายองค์ความสู่สมาชิกในครอบครัว ไม่ใช่เพียงพนักงานของสถานประกอบ อาทิ การสนับสนุนให้เยาวชนมีส่วนรณรงค์ด้านพฤติกรรมขับขี่ของบุคคลในครอบครัว การสร้างวินัย เคารพกฎหมาย อาทิ เมาไม่ขับ ขับรถย้อนศร การสวมหมวกกันน็อคทุกครั้งที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ ทั้งคนขับและคนซ้อนท้าย เป็นต้น เรียกว่า ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมสำคัญในการลดอุบัติเหตุ สร้างความปลอดภัยทางถนนร่วมกัน

ประชารัฐเพื่อสังคมจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเปิดพื้นที่สร้างเส้นทางการดำเนินงานให้ชัดเจนระยะยาวอย่างยั่งยืน สมกับคำกล่าวที่ว่า “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป