
สมคิด ตามติด 5ประเด็นเป้าหมาย ปลื้มประชารัฐเพื่อสังคมคืบหน้า
....
สมคิด ตามติด 5 ประเด็นเป้าหมาย ปลื้มประชารัฐเพื่อสังคมคืบหน้า จี้รุกต่อเพิ่มความร่วมมือสร้างกลไกระดับพื้นที่
หลัง 3 ภาคส่วนต่างได้ร่วมขับเคลื่อนดำเนินการตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้ “ประชารัฐเพื่อสังคม” ล่าสุดในการประชุมคณะทำงานประชารัฐเพื่อสังคม(E6) ครั้งที่ 2/2560 ซึ่งมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่ปรึกษาคณะทำงานฯ ร่วมด้วยคณะทำงานและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาอุตสาหกรรม ตลาดหลักทรัพย์ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) รวมกว่า 150 ชีวิตที่ร่วมหารือระหว่างกัน ยังมีอีกหนึ่งในไฮไลท์สำคัญคือการติดตามความคืบหน้าจากการผลักดัน 5 ประเด็นเร่งด่วน หรือ “5 Quick Win” ได้แก่ 1.การจ้างงานผู้พิการ 2.การจ้างงานผู้สูงอายุ 3. การส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณอายุ 4.ที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ และ 5.ความปลอดภัยบนท้องถนน
ดร.สมคิด กล่าวชื่นชมถึงการดำเนินงานของคณะทำงาน E6 มีความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการจ้างงานผู้พิการและผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีอัตราการจ้างงานมากกว่าเป้าหมายที่กำหนด รวมทั้งมีหน่วยงาน องค์กรใหม่ๆ สนใจเข้ามาร่วมและขยายการดำเนินงาน อาทิเช่นกลุ่มบริษัทจากญี่ปุ่น ซึ่ง นายชิโร ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้แสดงเจตจำนงค์ โดยนำเสนอรูปแบบการทำงานด้านการจ้างงานผู้พิการ ผู้สูงอายุและการร่วมมือด้านความปลอดภัยทางถนนของประเทศญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จมาแล้วให้เป็นตัวอย่าง พร้อมประกาศให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการดำเนินงานตามนโยบายประชารัฐเพื่อสังคม โดยระบุอยากให้มีความชัดเจนถึงแนวทางความร่วมมือกับภาคส่วนเหล่านี้
จึงได้มอบหมายให้คณะทำงาน E6 ไปศึกษาเพิ่มเติมประเด็นปัญหาในระดับพื้นที่เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือเพิ่มเติมกับกลุ่มองค์กรเหล่านี้ให้มีความชัดเจน ก่อนนำเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาต่อว่าควรมีกระบวนการสนับสนุนอย่างไร เช่น มาตรการช่วยเหลือด้านภาษี เพื่อเป็นการจูงใจให้หน่วยงาน องค์กรร่วมเป็นภาคีขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ต่อไป
ดร.สมคิดยังฝากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรียกบริษัทที่จดทะเบียน 500 กว่าแห่ง จัดประชุมสัมมนาเพื่อชี้เป้าว่าบริษัทเอกชนแต่งละแห่งสามารถช่วยเหลือประเทศแก้ไขปัญหาสังคมในประเด็นใดได้บ้าง เรียกเข้าแถวมากวดวิชาให้บริษัทได้ตื่นตัว เพราะบางครั้งบริษัทเอกชนก็อยากช่วยแต่ก็ไม่รู้จะเข้ามาช่วยด้านไหน อย่างไร
“วันนี้บริษัทเอกชนต้องเข้ามา เพราะรัฐบาลเองมีการปรับลดภาษีแล้ว ก็ต้องคืนสู่สังคมบ้าง ส่วนตัวแล้วก็รู้สึกผิดหวังกับภาคส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะได้เคยไปเชิญมาร่วมมือกันทำงานประชารัฐแล้วแต่ผ่านมากว่า 1 ปี ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้า ซึ่งประเด็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยฯ ภาคธุรกิจอสังหาฯ สามารถช่วยได้มาก เพียงแต่ลดกำไรลงบ้างและช่วยกันเพื่อสังคม”
ด้าน นพ.ประเวศ วะสี กล่าวว่า ขณะนี้เป็นโอกาสของคนไทยที่จะทำเรื่องใหญ่ที่ติดขัดมานาน เมื่อรัฐบาลประกาศยุทธศาสตร์ประชารัฐเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ของประเทศไทย 2 เรื่องคือ 1.เปลี่ยนทิศทางการพัฒนา จากการพัฒนาจากบนลงล่าง เป็นการเน้นให้รากฐานแข็งแรงซึ่งจะเป็นจุดเริ่มสำคัญในการแก้ปัญหาด้านต่างๆ และ 2.เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งรัฐและประชาชน จากเดิมที่คิดว่ารัฐเท่านั้นที่มีหน้าที่พัฒนาประเทศ เป็นการร่วมมือกันทั้งรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพราะปัญหาสังคมมีความซับซ้อน ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลสนับสนุนกลไกเครือข่ายจิตอาสาให้เกิดขึ้นเต็มแผ่นดิน เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำงานประเด็นต่างๆ ในพื้นที่ต่อไป
พล.ต.อ อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ เสริมว่าการดำเนินงานของคณะทำงาน E6 มีความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม และมีผลงานที่วัดได้ทั้งในเชิงมาตรการ และเชิงปริมาณเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของผู้พิการและผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันเกิดการจ้างงานผู้พิการภายใต้ความร่วมมือประชารัฐแล้วกว่า 7,500 อัตรา นอกจากนี้ยังมีองค์กรใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจเข้าร่วม ทำให้เกิดการต่อยอดไปยังประเด็นอื่นๆ ไม่จำกัดอยู่แค่ 5 ประเด็น quick win และขยายไปสู่พื้นที่ โดยอาศัยการเชื่อมประสานกับคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ(E3) และกลไกในพื้นที่ของ พม., มหาดไทย หรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ รวมถึงภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุน และอำนวยความสะดวกในการดำเนินการอย่างเต็มที่
ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ในฐานะหัวหน้าทีมภาคประชาสังคม กล่าวถึงการทำหน้าที่สนับสนุนด้านวิชาการ และเครือข่ายการทำงานเชิงประเด็นร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน ใน 5 ประเด็นเร่งด่วนมีการดำเนินารต่อเนื่องและมีความคืบหน้า โดยเฉพาะประเด็นที่ 4.การพัฒนาที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัย ที่มีการพัฒนาแผนระยะกลางและระยะยาวเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ปัจจุบันมีการนำร่องการปรับปรุงสภาพแวดล้อมตามหลักอารยสถาปัตถ์ (Universal Design) ที่ จ.ลำปาง มีการรวบรวมแบบบ้าน และจัดทำคำแนะนำสำหรับการก่อสร้างที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุและผู้พิการแล้ว โดยปัจจุบันธนาคารรัฐมีนโยบายออกสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุแล้ว และอยู่ระหว่างพิจารณาเสนอกระทรวงการคลังออกมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ
“ส่วนประเด็นที่ 5.การสนับสนุนข้อมูลวิชาการและเครือข่ายในการรณรงค์สร้างความตระหนักส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน ได้ลงนามความร่วมมือ(MOU) ประชารัฐร่วมใจปลอดภัยทุกเส้นทางร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกว่า 55 องค์กร และอยู่ระหว่างผลักดันให้เกิดการแต่งตั้ง “เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนน(จปถ.) ภายในองค์กรเพื่อกำหนดดูแลการใช้รถใช้ถนนของบุคลากร นอกจากนั้นยังมีการเสนอให้พิจารณาขยายผลนโยบายเพื่อความปลอดภัยทางถนน โดยกำหนดให้การ “เมาแล้วขับ” ถือเป็นความผิดวินัยในองค์กร และต้องมีการควบคุมพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงาน”
ในด้านการศึกษาแนวทางการพัฒนากลไกระบบการคลังเพื่อสังคม(Social impact finance) ตามที่รองนายกฯ ได้มอบหมายให้คณะทำงานฯ ไปศึกษารายละเอียดร่วมกับภาคีวิชาการ เพื่อเป็นทางเลือกของการสนับสนุนงบประมาณในการทำงานด้านการพัฒนาสังคมนั้น ได้มีการเสนอรูปแบบความร่วมมือที่เน้นผลลัพธ์เพื่อสังคม โดยภาคเอกชนและองค์กรที่สนใจจะร่วมลงทุนในโครงการที่มีเป้าประสงค์ที่ชัดเจนในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาสังคม ซึ่งจะต้องมีการกำหนดโจทย์ร่วมกัน ดังนั้นรองนายกฯ จึงได้มอบหมายให้หารือเพิ่มเติมร่วมกับกระทรวงการคลัง โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สมาคมธนาคารมาร่วมหารือแนวทางขับเคลื่อนต่อไป
ปิดท้ายด้วยหัวหน้าทีมภาคเอกชน นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานอาวุโสหอการค้าไทย กล่าวว่า ก้าวต่อไปของการขับเคลื่อนงานประชารัฐเพื่อสังคม ภาคเอกชนจะขยายความร่วมมือไปยังเครือข่ายนอกกลุ่มประชารัฐเพื่อสังคม อาทิ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สมาคมการค้า ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาค รวมถึงการกำหนดเป้าหมายในการขยายความมือกับบริษัทต่างประเทศในประเทศไทย โดยเฉพาะการขยายการจ้างงานคนพิการไปยังกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น นอกจากนี้จะประสานความร่วมมือระหว่างคณะทำงาน E3 และคณะทำงาน E6 เพื่อขับเคลื่อนการทำงานเชิงพื้นที่ผ่านกลไกการทำงาน และโครงการต่างๆ เช่น บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี ที่มีอยู่ทุกจังหวัด โดยเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือของ 2 คณะทำงานตามแนวทางประชารัฐ จะเสริมพลังการทำงานและมีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจและสังคมไทยได้ในระดับหนึ่ง



