
ชูการตลาดนำการผลิต หลักคิด "อุทัย จันทนา"
ผลสำเร็จจากโครงการนิคมเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดินตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และหน่วยราชการในเครือข่ายที่วันนี้ไม่เพียงสร้างชีวิตใหม่ให้แก่เกษตรกรในโครงการเท่านั้น ยังเป็นตัวแบบสำคัญในการศึกษาเรียนรู้ดู
อย่างกรณีของ "อุทัย จันทนา" วัย 60 ปี เกษตรกรตัวแบบใน ต.ละหาร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ที่อดีตเน้นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีทั้งสับปะรดและมันสำปะหลัง หวังมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าปุ๋ยค่ายาที่สูงขึ้นทุกวันไม่ไหว ทั้งยังประสบปัญหาโรคแมลงศัตรูพืชทำลายสร้างความเสียหายทุกปี
จนในที่สุดก็หันมาทำการเกษตรผสมผสานตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดิน จ.ระยอง พร้อมเข้าร่วมโครงการนิคมเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดินตำบลละหาร พร้อมปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่เลิกซื้อปุ๋ยซื้อยาแต่หันมาผลิตเองเพื่อลดต้นทุนการผลิต แล้วก็ปลูกพืชที่หลากหลายมากขึ้น จะได้มีรายได้ตลอดทั้งปี และพืชแต่ละชนิดที่ปลูกนั้นก็จะมีการวางแผนในเรื่องของตลาดด้วย
บนเนื้อที่กว่า 15 ไร่ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน เลขที่ 1319 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2547 หรือเกือบ 5 ปีที่แล้ว ทำให้วันนี้มีผลผลิตจากพืชผักที่ลงทุนลงแรงไปมีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี หรือรายได้เฉลี่ย 500-1,000 บาทต่อวัน ซึ่งพืชที่ปลูกส่วนใหญ่ก็จะเป็นแตงกวา ข้าวโพด ชะอม บวบ พริก ซึ่งจะปลูกสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป
ส่วนเรื่องตลาดนั้น อุทัยบอกว่าไม่มีปัญหา ผลผลิตส่วนใหญ่จะมีพ่อค้าแม่ค้าในตลาดมารับซื้อถึงที่ แต่หากช่วงไหนที่ผลผลิตออกมามากก็จะเดินสายขายให้พนักงานตามโรงงานอุตสาหกรรมใกล้บ้านในราคาเป็นกันเอง โดยเน้นจุดเด่นเป็นพืชผักเพื่อสุขภาพปลอดสารพิษ 100% เนื่องจากปุ๋ยที่ใส่ก็ผลิตขึ้นเอง มีทั้งปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพสูตรต่างๆ
"พืชแต่ละชนิดที่ปลูกเราจะต้องวางแผนล่วงหน้าเสมอ อย่างช่วงหน้าเทศกาลต่างๆ พืชผักจะแพง เราก็ต้องดูพืชผักว่าชนิดใด ใช้เวลาปลูกกี่วันเพื่อสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงนั้น อย่างช่วงกินเจพืชผักมักจะขาดตลาดแล้วก็แพง เพราะคนกินผักกันมาก เราก็ต้องเตรียมปลูกผักที่ต้องการไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อให้ออกช่วงนั้นพอดี อย่างนี้เป็นต้น" อุทัยกล่าวทิ้งท้าย
"สุรัตน์ อัตตะ"



