
เลื่อนแจ้งจับคนทำ"สารคดีฉาวบิ๊ก ทรับเบิล"
วธ. เลื่อนแจ้งความจับคนทำ "สารคดีฉาวบิ๊ก ทรับเบิล" สร้างความเสื่อมเสียแก่ประเทศไทย
เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2552 นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการเอาผิดกับบริษัท แบ็คชิพ โปรดักชั่น จำกัด ซึ่งรับจ้างผลิตสารคดีบิ๊ก ทรับเบิล อิน ทัวร์ริสต์ ไทยแลนด์ (Big trouble in tourist Thailand) ให้แก่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ ซึ่งมีเนื้อหาในทางเสื่อมเสียและกระทบต่อภาพลักษณ์แก่ไทย ว่า สำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (สภว.) ได้ตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่าบริษัท แบ็คชิพ โปรดักชั่น จำกัด ได้ขอขึ้นทะเบียนเป็นบริษัทถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยไว้กับสำนักพัฒนาการท่องเที่ยว (สพท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดังนั้นจึงเข้าข่ายกระทำผิดตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 เนื่องจากบริษัทนำสารคดีดังกล่าวออกจากราชอาณาจักรโดยไม่ขออนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ รวมทั้งไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์
นางฉวีรัตน์ กล่าวอีกว่า จากการที่ นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรมได้มอบหายให้ สภว.ดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับบริษัทดังกล่าว เมื่อวันที่ 21 ก.ย. นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจาก จะต้องมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการแจ้งความ ซึ่งได้รับรายงานว่าทาง สภว.ได้ประสานไปยัง สพท.แล้ว แต่ยังไม่ได้รับข้อมูลดังกล่าว จึงทำให้มีความล่าช้าออกไป เพราะหากข้อมูลยังไม่ครบถ้วนอาจจะถูกฟ้องกลับได้ แต่อย่างไรก็ตามตนคิดว่าเรื่องนี้ ถือเป็นความเสียหายที่ร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ดังนั้น จะจัดการดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ทั้งนี้ที่ผ่านมา ทางสภว.ได้พยายามติดต่อประสานงานไปยังบริษัท ผู้ผลิตสารคดีดังกล่าว เพื่อให้ชี้แจงในเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้
“การแจ้งความเอาผิดในครั้งนี้ เนื่องจากเป็นการกระทำความผิด พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ ใน 3 มาตรา ได้แก่ มาตรา 23 ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องดำเนินการสร้างภาพยนตร์ในลักษณะที่ไม่เป็นการบ่อนทำลาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคง และเกียรติคุณของประเทศไทย มาตรา 34 ห้ามผู้ใดส่งภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และความผิดตามมาตรา 38 ห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน” เลขาธิการ กวช. กล่าว



