ไลฟ์สไตล์

แนวทางการศึกษาเพื่อพาชาติไทยรอด!!

แนวทางการศึกษาเพื่อพาชาติไทยรอด!!

22 ก.ย. 2552

ในยุคที่ลัทธิทุนนิยมเฟื่องฟูเช่นในปัจจุบัน คำว่า ”เศรษฐกิจ” ถือเป็นคำสำคัญที่สุดในกิจการทั้งหลายแหล่ของรัฐบาลไทย รวมทั้งกิจการด้านการศึกษา ดังนั้นระบบการศึกษาของประเทศไทยทุกวันนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นการศึกษาที่เน้นการผลิตคนออกไปป้อนและพัฒนาภาคเศรษฐกิจนั่นเอง

 จริงอยู่เศรษฐกิจคือปัจจัยสำคัญต่อการดำรงคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชาติ แต่หากทุกชาติต่างแข่งขันกันพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไม่หยุดยั้งแบบไร้ขอบเขตเช่นทุกวันนี้ ก็เชื่อได้ว่า สักวันหนึ่งเศรษฐกิจนี่แหละจะเป็นตัวทำลายคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวโลกและของชาวไทยเสียเอง เพราะโลกเรานี้มีทรัพยากรจำกัดซึ่งยังเป็นเสาค้ำยันระบบชีวาลัยของโลกอีกด้วย ยิ่งเราพัฒนาเศรษฐกิจกันมากเท่าไร เสาหลักที่ค้ำยันโลกก็จะกร่อนกิ่วลงมากเท่านั้น จนกระทั่งเข้าสู่ยุคโลกาวินาศที่โลกจะถล่มโดยไม่มีใคร “รอด” เลยสักคนเดียว นี่เรากำลังพูดกันถึงระดับของการรอดชีวิต ซึ่งมันเลยระดับของการรอดทางเศรษฐกิจไปไกลเสียด้วยซ้ำ

 ดังนั้นการศึกษาเพื่อความอยู่รอด (ทั้งรอดชีวิตและรอดเศรษฐกิจ) คงไม่มีแนวทางอื่น นอกเสียจากว่าต้องจัดการศึกษาให้มนุษย์มีความรู้ความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยไม่ใช่เพียงแค่รู้เฉยๆ แต่ต้องลึกซึ้งถึงขนาดลงมือปฏิบัติตามด้วยความสมัครใจด้วย ซึ่งอาจหมายถึงว่าประเทศไทยจะต้องกำหนดเพดานสูงสุดที่เหมาะสมอันหนึ่งของรายได้ประชาชาติ (จีดีพี) แทนที่จะมุ่งเพิ่มจีดีพีอย่างไม่หยุดยั้งเหมือนเช่นประเทศอื่นเขาทำกัน การจะทำเช่นนี้ได้นั้นจำเป็นต้องปรับระบบการศึกษาขนานใหญ่ โดยต้องให้การศึกษา (หรือทำการศึกษา) ในด้าน “ความเป็นมนุษย์” ควบคู่ไปกับความรู้ด้านวิชาชีพ จนถึงระดับที่เกิดความเข้าใจอย่างซาบซึ้งตรึงจิตว่า มนุษย์คืออะไร จุดหมายของชีวิตมนุษย์อยู่ที่ไหน และเรามีหน้าที่ใดที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก

 ทุกวันนี้เราศึกษาเรื่อง ”นอกตัว” กันมาก จนมีความรู้เหลือเฟือแล้วในการที่จะ ”ดำรงชีวิต” ด้านกายภาพอย่างมีความสุขและสมบูรณ์ เช่น เรามีโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ เครื่องไฟฟ้าทุ่นแรงต่างๆ รถยนต์ เครื่องบิน การแพทย์ นอกจากนี้เรายังมีความรู้เหลือเฟือในการที่จะใช้ทำลายล้างชีวิตของกันและกันได้หมดโลกอย่างรวดเร็วอีกด้วย

 แต่ความรู้ที่เราขาดแคลนอย่างมากคือ ความรู้ “ในตัว” ของเราเอง โดยเราไม่รู้ว่าเราเป็นใคร มาจากไหน มีภารกิจอะไรในโลกนี้ ถ้าเปรียบว่าชีวิตคือการเดินทาง ก็เท่ากับว่าเราไม่รู้เลยว่าเรากำลังอยู่ ณ ที่ใด กำลังจะเดินไปไหน แต่ทั้งที่ไม่รู้กลับแข่งกันเดินแบบเอาเป็นเอาตายเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย (ที่ไม่รู้ว่าคืออะไรแน่) ซึ่งนับว่าเป็นความประมาทอย่างมหันต์ของมนุษย์ โดยการ “แข่งขันเดินเร็ว” นี้มีหลายระดับตั้งแต่ระดับบุคคล ท้องถิ่น ไปจนระดับประเทศ และย่านของประเทศ ซึ่งนอกจะช่วยนำสู่โลกาวินาศในระยะยาวดังกล่าวแล้ว ยังเกิดผลพลอยเสียที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างบุคคลและระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งของประเทศและของโลกในกาลปัจจุบันอีกด้วย

 การศึกษามีเป้าหมายสูงสุดในการทำคนให้มีความรู้และมีปัญญา แต่ทุกวันนี้เราเน้นกันที่ความรู้โดยไม่ใส่ใจเรื่องปัญญานัก ถ้าประเทศไทยปฏิรูปการศึกษามาเป็นระบบดังเช่นที่กล่าวมา เชื่อว่าเราจะพัฒนาปัญญาได้เพียงพอเพื่อนำพาชาติเราให้รอดได้ และยังจะเป็นต้นแบบให้ชาติอื่นมาศึกษาเรียนรู้เลียนแบบเพื่อให้พวกเขารอดด้วย และจะไม่ใช่รอดแต่เพียงกาย แม้แต่จิตวิญญาณก็อาจพลอยรอดไปด้วย แต่อนิจจา เราทุกคนต่างเสพติดยา “อี” (โคโนมี) กันรุนแรงมานมนาน ทั้งนักการเมืองและประชาชนโดยรวม ดังนั้นก่อนอื่นใคร่ขอเสนอว่า เรามาเลิกเสพติดยาอีตัวนี้กันให้ใด้เสียก่อนเถิด

 0 รศ.ดร.ทวิช จิตรสมบูรณ์  0
    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี