ไลฟ์สไตล์

โลกใบนี้ดนตรีไทย - เสาชิงช้า

โลกใบนี้ดนตรีไทย - เสาชิงช้า

22 ก.ย. 2552

ในวันที่ 25 และ 26 กันยายน ที่จะถึงนี้ จะมีการจัดงานฉลองครบรอบ 2 ปี พิธีบวงสรวงประกอบเสาชิงช้าอย่างเป็นทางการ หรือถ้าจะเรียกแบบบ้านๆ หน่อยก็คือ งานฉลองครบรอบ 2 ปี เสาชิงช้าใหม่ โดยงานนี้กรุงเทพมหานครจะเป็นผู้จัด สถานที่ก็คือ ด้านหน้าที่ว่าการกรุงเทพมหานค

 ดังนั้น ในฉบับนี้ผมก็จะเขียนเรื่องราวของเสาชิงช้า ที่เปรียบเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพมหานครให้ได้อ่าน เป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนที่จะถึงงานจริง หรือจะเรียกเป็นการโหมโรงเสาชิงช้าก็ได้นะครับ

 เป็นอันรู้กันว่า ลี่ยนูกทำการเปรี่นไปาชิงช้าคู่ก่อนงราวของเสาชิงช้า ที่เปรียบเป็นสญลักษน์วัดใกล้เคียง ได้เข้าชมแบบฟรีๆเสาชิงช้าคู่ก่อนที่ถูกเปลี่ยนไปนั้น ไม่ใช่คู่แรก โดยเสาชิงช้าคู่แรกนั้น ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2327 ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 1 โดยครั้งแรกก่อสร้างขึ้นที่หน้าเทวสถาน และต่อมาอีกไม่นาน จึงย้ายมาอยู่ที่ข้างวัดสุทัศนฯ หรือที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง และเมื่อ พ.ศ.2361 ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 2 เกิดฟ้าผ่ายอดเสาชิงช้า แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ ที่เสาชิงช้ามิได้เสียหายแต่อย่างใด และก็อยู่มาได้ถึง 136 ปี  จึงผุกร่อนไปตามกาลเวลาและไม่สามารถจะซ่อมแซมได้ จึงได้เปลี่ยนเสาไม้ทั้งคู่เมื่อ พ.ศ.2463 ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 แต่ก็เป็นการเปลี่ยนเพียงแค่เสาทั้งสองข้าง โดยกระจังด้านบนมิได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

 จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ.2478 มีการซ่อมบำรุงตัวกระจังเดิมที่ผุตรงบริเวณที่เป็นลวดลาย และสามารถอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ และใน พ.ศ.2490 เกิดไฟไหม้ที่โคนเสา จากธูปของผู้ที่มาไหว้บูชา ตกลงไปในรอยแตกและปะทุขึ้นมาเป็นเปลวเพลิง และได้ทำการซ่อมบำรุงเพื่อเป็นประทังเอาไว้เท่านั้น  ต่อมาใน พ.ศ.2547 มีการสำรวจและพบว่า เสาชิงช้าชำรุดลงมาก จนไม่สามารถจะซ่อมแซมได้ จึงทำการเปลี่ยนแปลงเสาทั้งสองข้าง โดยกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดำเนินงาน แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2549 แต่มาทำพิธีเสร็จสิ้นสมบูรณ์โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ของพวกเราชาวไทย เสด็จฯ มาทรงเป็นประธานพิธีบวงสรวง ทรงพระสุหร่าย ฉีดไปที่เสาชิงช้า และพระราชทานผ้าสีชมพูแก่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ซึ่งยังดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำไปผูกที่เสาชิงช้า

 เท่ากับเป็นการประกอบพิธีฉลองเสาชิงช้าอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2550

 เสาชิงช้าที่เราเห็นนั้น ในสมัยก่อนจะใช้ทำพิธีพราหมณ์ ที่เรียกว่า พิธีโล้ชิงช้า ซึ่งเป็นพิธีกรรมวันปีใหม่แบบโบราณของพราหมณ์ ในดินแดนชมพูทวีป ซึ่งเชื่อกันว่า พระอิศวร จะเสด็จลงมายังโลกมนุษย์ในทุกๆ ปี ซึ่งจะตรงกับเดือนยี่ ขึ้น 7 ค่ำ และเสด็จกลับในวันแรม 1 ค่ำ รวมเวลา 10 วัน ดังนั้นคณะพราหมณ์จึงจัดพิธีกรรมต่างๆ เป็นการต้อนรับพระอิศวร เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และในคัมภีร์เฉลิมไตรภพ ได้บันทึกเอาไว้ว่า พระอุมาเทวี ทรงวิตกว่าโลกจะมีกาลวิบัติ จึงได้พนันกับพระอิศวร โดยให้พญานาคขึงตนระหว่างต้นพุทรา ที่แม่น้ำ และให้พญานาคแกว่งตัว โดยให้พระอิศวรยืนขาเดียว ลักษณะไขว่ห้าง เมื่อพญานาคไกวตัว แล้วเท้าพระอิศวรไม่ตกลงมา แสดงว่าโลกที่สร้างขึ้นมาจะไม่ถึงกาลวิบัติ

 และในที่สุดพระอิศวรก็ชนะพนันต่อพระอุมาเทวี โดยความเชื่อทั้งหมดนี้ทำให้พราหมณ์ชาวเมืองสุโขทัยผู้หนึ่งมีนามว่า พระครูสิทธิชัย ได้นำความกราบบังคมทูลต่อรัชกาลที่ 1 และขอให้โปรดเกล้าฯ สร้างเสาชิงช้าเอาไว้สำหรับทำพิธีโล้ชิงช้า หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พิธีตรียัมปวาย และเสาชิงช้าตรงที่เดียวกันกับปัจจุบันนี้ ก็ใช้ประกอบพิธีนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงสมัยรัชกาลที่ 7 จึงได้ยกเลิกพิธีโล้ชิงช้า

 การโล้ชิงช้าในสมัยก่อน จะมีขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์ชั้นพระยาพานทอง สมมติตัวเป็นพระอิศวรและเสาชิงช้าเป็นต้นพุทรา ช่องว่างระหว่างเสาก็คือแม่น้ำ และผู้โล้ชิงช้าก็คือพญานาค โดยจะมีผู้ที่ขึ้นโล้ชิงช้าบนกระดานครั้งละ 4 คน โดยมี 2 คนนั่งพนมมือหันหน้าชนกัน และอีก 2 คนจะอยู่ด้านหัวและท้ายกระดาน โดยทั้งหมดจะมีเชือกผูกและจับเอาไว้อย่างมั่นคง และเมื่อกระดานลอยขึ้นสูงก็จะไม่ตกลงมา ทั้งหมดนี้ก็คือความเป็นมาของเสาชิงช้า ซึ่งจะมีการฉลองในวันที่ 25 และ 26 กันยายนนี้ ซึ่งจะมีมหรสพต่างๆ ให้ชมกันอย่างมากมาย ที่สำคัญจะมีการเปิดให้จอง กล้าไม้สักทอง พันธุ์เสาชิงช้า ซึ่งเกิดจากการใช้วิธีดีเอ็นเอ ซึ่งพวกเราสามารถนำเอาไปปลูกที่บ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเราและลูกหลาน ส่วนตัวผมและวงออฟ บีท สยาม ก็จะไปร่วมแสดงเพื่อเป็นการฉลอง ในเวลาสามทุ่มของวันที่ 25 กันยายน และตั้งใจว่าจะไปจองกล้าไม้สักทองพันธุ์เสาชิงช้ามาปลูกที่บ้าน เพราะว่าสองตัวบนงวดที่ผ่านมาออก 12 ซึ่งตรงกับวันที่ในหลวงเสด็จฯ มาทรงเป็นประธานพิธีบวงสรวงอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนกันยายน 2550

 ถ้าไม่เชื่อก็อย่านำไปปลูกที่บ้านก็แล้วกันนะครับ

"ขุนอิน"