
ผ่าแผนโครงการพระราชดำริฉบับที่3มุ่งขยายผล-เน้น ปชส.บุคคลต้นแบบ
แม้ว่าดอกผลจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 3,000 โครงการ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนั้น ได้สร้างชีวิตใหม่ให้แก่ประชาชนชาวไทยที่ไม่อาจประเมินค่าได้ แต่ที่ผ่านมาการดำเนินงานเพื่อสนองพระราชดำริ
ของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร. ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อน ยังอยู่ในขั้นเตรียมความพร้อมเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ปี พ.ศ.2551-2552
แต่เพื่อให้สอดรับกับการปรับโครงการสร้างสำนักงาน กปร.ใหม่ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ พ.ศ.2551 ลงวันที่ 4 เมษายน 2551 โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและดำเนินงานสนองพระราชดำริในทุกๆ ด้าน สำนักงาน กปร.จึงจัดสัมมนา "แผนยุทธศาสตร์โครงการพระราชดำริ" ขึ้น ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ปี พ.ศ.2553-2556 โดยมุ่งเน้นการขยายผลและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลสำเร็จของโครงการไปสู่กลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น
"สัมมนาครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน จาก 50 หน่วยงาน ส่วนใหญ่เป็นระดับผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อต้องการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันของหน่วยงานต่างๆ นำปัญหาที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อประโยชน์ในการทำงานในปี 2553 ต่อไป แผนเก่าตรวจสอบความสมบูรณ์ของโครงการ ส่วนแผนใหม่เน้นการขยายผลที่สอดคล้องกับภูมิสังคม" เฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ เลขาธิการสำนักงาน กปร.กล่าวระหว่างเป็นประธานการเปิดสัมมนา
การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว สำนักงาน กปร.ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนปฏิบัติราชการระยะยาว และแผนปฏิบัติการประจำปี ที่บูรณาการการดำเนินงานทุกมิติเข้าด้วยกันในลักษณะองค์รวม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
พงศธร สัจจชลพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี มองว่า การขยายผลไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้นนั้น ประการแรกจะต้องมีการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เนื่องจากมีกฎหมายหลายฉบับที่รองรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.อบต. และพ.ร.บ.เทศบาล มีบทบัญญัติว่า มีหน้าที่ตามหน่วยราชการมอบหมาย นอกจากนี้ยังมีความพร้อมทั้งในเรื่องของงบประมาณและบุคลากรด้วย ส่วนที่สองต้องมีการปฏิรูปการศึกษา โดยจัดให้มีหลักสูตรท้องถิ่น เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นการส่งเสริมองค์ความรู้ให้แก่เด็กๆ เป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์อันจะนำไปสู่การหาตัวแบบความสำเร็จในท้องถิ่นเพื่อนำมาขยายผลต่อไป
ในขณะสื่อมวลชนอาวุโสอย่าง เศกสรร สิทธาคม หัวหน้าข่าวในหลวงของเรา หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ที่มองว่า แม้ว่าที่ผ่านมาการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจะดีมาก ได้รับทราบความคืบหน้าของแต่ละโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่จะเน้นหัวหน้าส่วนราชการเป็นผู้ให้ข่าวเป็นหลัก ทำให้ไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนเท่าที่ควร เพราะเป็นเรื่องนโยบาย ไม่มีอะไรที่ทำให้เป็นจุดเด่นที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน
"การทำตัวให้เป็นข่าวเริ่มจากตัวบุคคลจะต้องนำเสนอบุคคลตัวแบบ ผู้น้อมนำแนวพระราชดำริไปปฏิบัติแล้วประสบความสำเร็จ อย่างเช่น ปราชญ์ชาวบ้าน เกษตรกรตัวอย่าง เป็นต้น เพื่อดึงความสนใจจากผู้รับข่าวสาร เพราะเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นส่วนหัวของหน่วยงานนั้นๆ อย่างที่ปฏิบัติกันอยู่ในทุกวันนี้" หัวหน้าข่าวคนเดิมเผย
ส่วนมุมมองของ จ่าเอกเขียน สร้อยสน ปราชญ์ชาวบ้าน เกษตรกรตัวอย่างจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ที่มีชีวิตใหม่ หลังจากนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องทฤษฎีใหม่มาใช้จนประสบความสำเร็จ ระบุว่า การขยายผลโครงการให้ประสบความสำเร็จมากขึ้นนั้นมองไว้ 2 ประเด็น คือ จะต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง และพยายามทำให้เห็นว่า แนวพระราชดำริสามารถนำมาปฏิบัติได้จริง ประเด็นต่อมาต้องค้นหาบุคลากรที่เป็นผู้นำหรือปราชญ์ชาวบ้านในพื้นที่มาเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ที่สนใจ และจะต้องให้ความสำคัญกับคนเหล่านี้ด้วย
กปร.ชู 3 ยุทธศาสตร์สู่ความสำเร็จ
สายเมือง วิรยศิริ รองเลขาธิการสำนักงาน กปร. กล่าวถึงแผนยุทธศาสตร์สำนักงาน กปร.ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2553-2556) โดยมุ่งใช้ "แผน" เป็นเครื่องมือและกลไกการดำเนินงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามวิสัยทัศน์ เป้าประสงค์และยุทธศาสตร์ที่วางไว้มุ่งสู่เป้าหมายสำคัญในระยะยาวที่มีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยครอบคลุมการดำเนินงานทุกมิติขององค์กรและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีกรอบการดำเนินงานไว้ 3 ยุทธศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วย ยุทธศาสตร์การพัฒนาการดำเนินงานสนองพระราชดำริ โดยเริ่มจากการศึกษา รวบรวมและทบทวนแนวพระราชดำริ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ อปท. องค์กรเอกชน และประชาชน สร้างและพัฒนาเครือข่ายการดำเนินงานสนองพระราชดำริ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการบริหารจัดการโครงการ
รองเลขาธิการ กปร.กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์ต่อมาเป็นการขยายผลและเผยแพร่องค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ เริ่มจากการจัดทำระบบคลังข้อมูล องค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ ค้นหาและพัฒนาตัวแบบความสำเร็จและที่ขาดไม่ได้คือ การประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และยุทธศาสตร์สุดท้าย เป็นการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการองค์กร เริ่มจากการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสารสนเทศ ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและจิตสำนึก พัฒนาสมรรถะการบริหารทรัพยากรบุคคล พัฒนาองค์กรตามพีเอ็มคิวเอ พัฒนาระบบจัดการความรู้และพัฒนาระบบติดตามและประเมินผล
สุรัตน์ อัตตะ



