
ใช้"ม้า"รักษาดูแลเด็ก"ออทิสติก"คลุกคลี12ครั้งพัฒนาการเกินคาด
ปัจจุบันโรคความจำสั้น หรือสมาธิสั้น ที่รู้จักกันในนามโรค "ออทิสติก" นับเป็นปัญหาที่หนักใจสำหรับผู้ปกครองของเด็กที่เป็นโรคนี้ และเป็นปัญหาสังคมอีกอย่างที่รัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนไม่น้อยมาดูแล เนื่องจากโรคดังกล่าวยังไม่มีสถานที่บำบัดดูแลให้เด็กเข้าสู่สภาพปก
ได้เล็งเห็นความสำคัญและต้องการช่วยพัฒนาการของเด็กกลุ่มนี้ให้เป็นปกติ จึงผุดไอเดีย "โครงการอาชาบำบัด" โดยใช้ม้าเป็นตัวบำบัด เนื่องจากมีบุคลิก ลักษณะนิสัย การปรากฏตัว ท่าทางการเดินใกล้เคียงกับมนุษย์
พล.ต.อ.บุญสร้าง กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการว่า เพราะม้านอกจากช่วยบำบัดรักษาร่างกายโดยตรงแล้ว ยังช่วยบำบัดผู้มีปัญหาด้านระบบประสาท สติปัญญา และอารมณ์ อย่างยิ่งในกลุ่มเด็กออทิสติกและสมาธิสั้น เพราะเด็กกลุ่มนี้ ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหว การทรงตัว การประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ทำให้เด็กมีอาการสูญเสียทางสังคม อยู่ในโลกของตัวเอง ไม่ติดต่อสื่อสารกับใคร ไม่ใช้คำพูด ไม่อยู่นิ่ง กระทำที่ซ้ำซาก ฯลฯ
"วิธีการหนึ่งที่จะช่วยเด็กกลุ่มนี้ก็คือ พยายามดึงเข้ามาสัมผัสรับรู้โลกภายนอกบ้าง โดยมีม้าเป็นสื่อกลางที่นอกจากจะพาเขาออกไปโลดแล่นแล้ว ยังช่วยเชื่อมโยงก่อให้เกิดความสัมพันธ์กับคนอื่น อาทิ ระหว่างที่เด็กขี่ม้า เราก็จะชวนเด็กคุยเพื่อกระตุ้นให้เด็กพูด หรือพอขึ้นม้าแล้วก็สอนให้เด็กสั่งม้าเดิน วิ่ง หรือหยุด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้เด็กที่พูดไม่ได้พยายามเปล่งเสียงออกมา ขณะที่การเดินการวิ่งของม้าจะช่วยเรื่องระบบการหายใจ ส่งให้เด็กที่อยู่บนหลังม้าเปล่งเสียงออกมาได้ง่ายขึ้น" เจ้ากรมการสัตว์ทหารบกแจง
เจ้ากรมการสัตว์กล่าวอีกว่า การบำบัดด้วยม้าคือการสร้างโอกาสให้เด็กมีพัฒนาการที่สูงขึ้น เช่น เด็กที่ไม่คลาน ให้นอนคว่ำหน้าบนหลังม้า ซึ่งม้าจะช่วยให้เด็กได้ประสบการณ์การคลานให้มีพัฒนาการดีขึ้น ช่วยเรื่องการปรับสมดุลของกล้ามเนื้อที่เกร็งให้คลายตัวลง และกล้ามเนื้อที่อ่อนตัวทำให้แข็งแรงขึ้น อีกทั้งช่วยปรับแรงดันเลือด ช่วยระบบประสาทสัมผัสทำให้เกิดความมั่นใจในตนเอง สรุปง่ายๆ ว่า การบำบัดด้วยม้าช่วยให้คนเราอยู่ในสมดุลอีกครั้งหนึ่ง
พ.อ.ชูโชติ กีฬาแปง ผจก.ชมรมกีฬานักขี่ม้า กรมการสัตว์ทหารบก กล่าวว่า การขี่ม้าทำให้ทุกส่วนของร่างกายเคลื่อนไหว ทำให้อารมณ์ดีขึ้นและอาจเรียกได้ว่าเป็นการนวด อาจเปรียบได้กับการเต้นรำเนื่องจากต้องจัดระเบียบร่างกาย
"ที่ผ่านมาโครงการได้รับการตอบรับจากมูลนิธิออทิสติกไทย ชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกและผู้ปกครองใน จ.นครปฐม และพื้นที่ใกล้เคียง ส่งบุตรหลานเข้ารับการบำบัด ซึ่งหลักสูตรพื้นฐานนี้ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเข้ารับการบำบัด จำนวน 12 ครั้ง" พ.อ.ชูโชติ กล่าว และระบุว่าสิ่งสำคัญอีกประการ นอกจากครูฝึก ม้าที่ใช้บำบัดแล้ว ผู้ปกครองของเด็กจะต้องร่วมมือนำเด็กเข้ารับการบำบัดทุกครั้ง และเฝ้าสังเกตพฤติกรรม พัฒนาการในทุกครั้งที่เข้ารับการบำบัดด้วย
จ.ส.อ.ประยุทธ ยังมงคล ครูฝึกกลางวง บอกว่า การใช้อาชาบำบัดกับเด็กที่เป็นออทิสติกนี้จะต่างกับเด็กปกติมาก เพราะการฝึกเด็กปกติจะง่ายกว่าแต่เด็กพิเศษนี้จะคุยไม่รู้เรื่องเขาจะพูดภาษาของเขา แต่เมื่อเราได้บำบัดเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้ว่าควรจะทำอย่างไร ระยะหลังๆ ก็ง่ายขึ้น
นายธานินทร์ สาทช้าง วัย 36 ปี ม.การเคหะนนทบุรี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี บิดา ด.ช.กฤษฎา บอกว่า "เคยดูทีวีว่าการใช้อาชาบำบัดกับเด็กออทิสติกได้ผล ต่อมาได้เข้าไปอบรมเกี่ยวกับการปรับพฤติกรรมของเด็กที่มูลนิธิคุณพุ่ม และได้ทราบว่าที่กรมการสัตว์ทหารบก เปิดโครงการนี้จึงร่วมกับเพื่อนผู้ปกครองสมัครเข้ามา ซึ่งก็ได้ผลเพราะลูกชายมีพัฒนาการทางสมอง มีการปรับเปลี่ยนด้านพฤติกรรม มีสมาธิดีขึ้นเป็นลำดับ"
นางวัลภา บุญโส วัย 43 ปี ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี บอกว่าพาลูกชายวัย 9 ขวบ ซึ่งพูดไม่ได้เข้ารับการบำบัด เพราะคิดว่าการที่ลูกชายได้มาสัมผัสกับตัวม้า อาจทำให้ได้แสดงความรู้สึกออกมา ซึ่งเมื่อก่อนลูกชายตนแสดงความรู้สึกเหล่านี้ไม่เป็น และเมื่อได้เริ่มทำความรู้จักคุ้นเคยกับม้า แรกๆ ก็จะกลัว แต่ก็เริ่มกล้าที่จะใช้มือลูบตัวม้า ซึ่งเมื่อเขาได้สัมผัสก็จะเริ่มยิ้มและมีความรู้สึกที่ดีขึ้น
อริย์ธัช พรอัศวโยธิน



