
กว่าจะได้เป็นอธิการบดีราชภัฎ
เปิดเผย "พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547" เกี่ยวกับการแต่งตั้งอธิการบดี
ใครๆ ก็เป็น “อธิการบดี” มหาวิทยาลัยได้ ไม่จำกัดเฉพาะข้าราชการอีกต่อไป
หลังจากที่....ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา ระบุ ให้สถาบันอุดมศึกษามาอำนาจแต่งตั้งบุคคลใดที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษามาดํารงตําแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดีหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะได้ เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาให้มีความต่อเนื่อง และเกิดประสิทธิภาพ
โดยแว่วว่า การประกาศดังกล่าวช่วย“ปลดล็อค” มหาวิทยาลัยบางแห่งที่ยังไร้ซึ่งอธิการบดี ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 เกี่ยวกับการแต่งตั้งอธิการบดี ระบุไว้ว่า มาตรา ๒๘ อธิการบดีนั้น จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยคําแนะนําของ สภามหาวิทยาลัยจากผู้มีคุณสมบัติตาม
มาตรา ๒๙ หลักเกณฑ์วิธีการได้มา และคุณสมบัติของผู้ดํารงตําแหน่งอธิการบดีให้เป็นไปตาม ข้อบังคับของมหาวิทยาลัย โดยกระบวนการสรรหาซึ่งต้องคํานึงถึงหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นผู้มีความรู้ความชํานาญ และคุณสมบัติเหมาะสมกับวัตถุประสงค์และ ภาระหน้าที่ของมหาวิทยาลัย และเป็นที่ยอมรับนับถือของบุคลากรของมหาวิทยาลัยและบุคคลใน ท้องถิ่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการของมหาวิทยาลัย
(๒) กระบวนการสรรหาจะต้องเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของบุคลากรของมหาวิทยาลัย และบุคคลในท้องถิ่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการของมหาวิทยาลัย มาตรา ๒๙ อธิการบดีต้องสําเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจาก มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง และได้ทําการสอนหรือมี ประสบการณ์ด้านการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภา มหาวิทยาลัยรับรอง หรือเคยดํารงตําแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยหรือสภาสถาบันอุดมศึกษาอื่น ที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง หรือดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่งศาสตราจารย์รวมทั้งมีคุณสมบัติ อื่นและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กําหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๓๐ อธิการบดีมีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละสี่ปีและจะทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่อีกได้แต่จะดํารงตําแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวรรคหนึ่ง อธิการบดีพ้นจากตําแหน่ง เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) สภามหาวิทยาลัยให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องต่อ หน้าที่หรือหย่อนความสามารถ (๔) ถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการเพราะเหตุมี มลทิน หรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง (๕) ถูกจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก (๖) เป็นบุคคลล้มละลาย (๗) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ การให้ออกจากตําแหน่งตาม (๓) ต้องมีคะแนนเสียงลงมติไม่น้อยกว่าสองในสามของ จํานวนกรรมการสภามหาวิทยาลัยทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
มาตรา ๓๑ อธิการบดีมีอํานาจและหน้าที่ดังนี้ (๑) บริหารกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ และข้อบังคับของทางราชการและของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ให้สอดคล้องกับนโยบายและวัตถุประสงค์ ของมหาวิทยาลัย (๒) ควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่และทรัพย์สินอื่นของ มหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศและข้อบังคับของทางราชการและของ มหาวิทยาลัย (๓) จัดทําแผนพัฒนามหาวิทยาลัย และปฏิบัติตามนโยบายและแผนงาน รวมทั้ง ติดตามประเมินผลการดําเนินงานด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย (๔) รักษาระเบียบวินัย จรรยาบรรณ และมารยาทแห่งวิชาชีพของข้าราชการ พลเรือนในมหาวิทยาลัย (๕) เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยในกิจการทั่วไป (๖) เสนอรายงานประจําปีเกี่ยวกับกิจการด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยต่อสภา มหาวิทยาลัย (๗) แต่งตั้งและถอดถอนผู้ช่วยอธิการบดีรองคณบดีรองผู้อํานวยการสถาบัน รอง ผู้อํานวยการสํานัก รองผู้อํานวยการศูนย์รองหัวหน้าส่วนราชการหรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่อ อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ และอาจารย์พิเศษ (๘) ส่งเสริมและสนับสนุนการดําเนินงานของสภาวิชาการ สภาคณาจารย์และ ข้าราชการ รวมทั้งส่งเสริมกิจการนักศึกษา (๙) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศและข้อบังคับของ มหาวิทยาลัย หรือตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย



