
แนะแยกสถาบัน"ตีกัน"ให้ห่างกัน
นักวิชาการ แนะวิธีแก้เด็กตีกัน แก้ที่ประวัติศาสตร์ ต้นแบบที่เกิดการตีกัน โดยอาจต้องให้แยกย้ายสถาบันให้ห่างจากกัน เพื่อลดการสูญเสีย
ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษาไม่ว่าจะในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ยังคงปรากฎให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง หลายเหตุการณ์รุนแรงจนนำไปสู่การบาดเจ็บ พิการ ซ้ำร้ายอาจสูญเสียชีวิต
นักวิชาการ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า จากประสบการณ์ที่ลงพื้นที่พูดคุยกับพ่อแม่ ผู้ปกครองยังกังวลอยู่มากกับเรื่องการตีกัน ตรงนี้มีผลต่อการตัดสินใจส่งบุตรหลานเรียนสายอาชีพ หรือระดับอุดมศึกษา เพราะเขาไม่อยากให้ลูกมาเสี่ยง
แม้หน่วยงานต่างๆจะออกมาตรการแก้ไขปัญหามากี่มาตรการก็ยังแก้ไขไม่ได้ มีความพยายามทบทวนมาตรการต่างๆทุกครั้งที่เกิดเหตุทะเลาะวิวาท จนไม่รู้ว่าจะใช้มาตรการไหนที่จะดีที่สุด
“ปัญหาการทะเลาะวิวาทมาไม่รู้กี่ 10 ปี เจอปีต่อปี ซาไปสักพักก็เริ่มใหม่ก็ต้องมานั่งทบทวนแก้ไขปัญหากันแบบรายปี รายภาคอยู่ตลอด ซึ่งทุกคนรู้ปัญหาและพยายามที่จะแก้ไข แต่ก็ยังแก้ไขได้ไม่ตรงจุด เวลานี้ประเทศต้องการกำลังคนอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา แต่ถ้าเด็กยังตีกัน ใช้ความรุนแรงก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิต หรือพิการ เราก็สะดุดอยู่แต่ปัญหานี้เป็นการซ้ำเติมประเทศ”
ทางออกของเรื่องนี้น่าจะแก้แบบสันติวิธีด้วยการทำให้ทุกฝ่ายมองที่เป้าหมายและผลประโยชน์ร่วมกัน.. ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจะแก้เรื่องนี้ หนทางที่ดีควรแก้ที่ประวัติศาสตร์ ต้นแบบที่เกิดการตีกัน โดยอาจต้องให้แยกย้ายสถาบันให้ห่างจากกัน เพื่อลดการสูญเสีย แต่ต้องเป็นไปด้วยความเข้าใจและมองประโยชน์ร่วมกัน เพราะเด็กอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ถือเป็นกลุ่มแรงงานขนาดใหญ่ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ เป็นกระดูกสันหลังของการพัฒนาของประเทศไทยในอนาคต
การพัฒนาประเทศจะทำได้ยาก ถ้ายังสะดุดอยู่กับปัญหาการทะเลาะวิวาทที่บั่นทอน และนำมาซึ่งความสูญเสียกำลังคนสำคัญของประเทศ เพราะฉะนั้น ต้องร่วมกันสร้างค่านิยมที่ถูกต้อง โดยใช้ระบบการศึกษาเปลี่ยนค่านิยม ช่วยสลายอคติ ค่านิยมเดิมๆที่แฝงไว้ให้หมดไป



