
อ่านนิทานลดดื้อยาได้ยังไง
การใช้หนังสือทำให้เด็กจดจำประโยคจากหนังสือ ที่สำคัญ คือ เด็กๆจดจำพฤติกรรมและนำไปใช้ในการปฏิบัติของตนเองเพือป้องกันและดูแลตนเองยามเจ็บป่วย
ที่ผ่านมาศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา(กพย.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พยายามรณรงค์ส่งเสริมให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเชื้อดื้อยามาตลอด 8-10 ปี รวมถึง แพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในรพ.ต่างๆช่วยให้ความรู้กับประชาชนเป็นอย่างมาก แต่ประชาชนก็ยัง “ไม่จำ ไม่เข้าใจ และไม่ปฏิบัติ” จึงมองว่า “ไม้แก่”อาจจะดัดยาก ทำให้มุ่งเป้าปลูกฝังไปที่เด็กปฐมวัย "พวงชมพู ประเสริฐ " [email protected] ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์ มีรายละเอียด
“หมอคะ ขอยาแรงที่สุดให้ลูกเลยค่ะจะได้หายเร็วๆ” ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา(กพย.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างพฤติกรรมพ่อแม่ที่มีส่วนทำให้ลูกมีเชื้อดื้อยา
พร้อมขยายความว่า เมื่อประกอบกับการใช้ยาโดยไม่จำเป็น ใช้ยาไม่ครบขนาด และใช้ยาแรงเกิน ส่งผลให้เกิดการดื้อยาในกลุ่มเด็ก ซึ่งรายงานของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ในปี 2554 พบว่า ในรอบ 10 ปี มีปัญหาเชื้อแบคทีเรีย 4 ชนิดที่พบบ่อยและการดื้อยาปฏิชีวนะสูงขึ้น บางชนิดพบเพิ่มขึ้นกว่า 30 เท่าตัว
ขณะที่ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านแบคทีเรียหรือยาปฏิชีวนะเป็นปัญหาร้ายแรงทั่วโลก ในประเทศไทยทุกๆ 15 นาที มีคนเสียชีวิตจาโรคต่างๆที่เกิดจากเชื้อดื้อยา 1 คน เฉลี่ยวันละ 100 คน สูงกว่าทั่วโลก คนไทยจึงเสียชีวิตจากสาเหตุนี้อย่างน้อยปีละ 20,000 - 38,000 คน
ล่าสุด กพย.ได้ร่วมมือกับแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ผลิตสื่อที่เหมาะสม คือ “นิทานภาพ” จำนวน 2 เรื่อง “กุ๊กไก่เป็นหวัด” และ “กระจิบท้องเสีย” ผ่านการนำเนื้อหาทางวิชาการมาแต่งเป็นนิทานภาพ ใช้คำที่เหมาะสม มีจังหวะจะโคน มีเสียงสูงเสียงต่ำ ทำให้เด็กๆสนุกกับการอ่าน และจดจำเรื่องราวในนิทานได้
โดยการประพันธ์ของอ.เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป หรือตุ๊บปอง ภาพโดย na-ru ซึ่งจะเกิดผลลดการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ 2 ต่อทั้งตัวเด็กและผู้ใหญ่ที่เป็นคนเล่านิทานให้เด็กฟัง เนื่องจากเนื้อหาในนิทานจะสอดแทรกเรื่องอาการท้องเสียและเป็นหวัด ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
อ.เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป หรือ ตุ๊บปอง บอกว่า นิทานทั้ง 2 เรื่องการแต่งคำเป็นแบบกลอนโบราณ 6 และ 8 ใช้จังหวะลำตัดและกลอนเพลงโบราณ ซึ่งการที่จะทำให้หนังสือนิทานแต่ละเล่มเข้าถึงเด็กได้ จากประสบการณ์ทำงานกับเด็กมา 30 กว่าปี พบว่า หนังสือแต่ละเล่มจะต้องสอดแทรกและสอนเด็กเพียงเรื่องเดียว ไม่ซับซ้อน การใช้กลอนจะทำให้เด็กจดจำเรื่องราวได้ และการใช้คำที่มีวรรณยุกต์ เด็กจะตื่นเต้น
โดยเฉพาะคำที่มีวรรณยุต์แต่ไม่มีความหมายที่เป็นเอกลักษณ์ของตุ๊บปอง เด็กฟังแล้วจะสนุกและมีความสุข ก่อนที่จะตามด้วยคำที่มีความหมายที่เป็นเนื้อหาที่ต้องการสอน เด็กก็จะจดจำเรื่องที่ต้องการสอนนั้นได้
"อยากให้เด็กเป็นแบบไหน มีคุณธรรมอย่างไร ลดละเลิกพฤติกรรมอะไรให้หาหนังสือแบบนั้นมาเล่าให้เด็กฟัง เพราะหนังสือจะมีความเสถียรของเนื้อหาที่หยิบมาอ่านอีกครั้งก็เหมือนเดิม เด็กก็จะเกิดภาพจำที่เสถียร หากมุ่งเน้นปลูกฝังจากคำสอนหรือพฤติกรรมของพ่อแม่เพียงอย่างเดียว จะไม่มีความเสถียร เพราะเรื่องเดียวกัน บางครั้งพ่อแม่ก็โอเค แต่บางครั้งก็ไม่โอเคกับเรื่องนั้นๆ ที่สำคัญ หนังสือเป็นอาหารว่างที่เด็กต้องกินทุกวัน เพราะเป็นอาหารสมองและอาหารใจ" ตุ๊บปอง กล่าวอย่างเชื่อมั่น
หลังมีการนำนิทานภาพทั้ง 2 เรื่องไปใช้จริงในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศ จำนวน 1,049 แห่ง เกิดผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง
นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. เปิดเผย รายงานผลการศึกษาการใช้หนังสือนิทานภาพนี้ว่า ได้รับแบบประเมินผลกลับมาจากศูนย์เด็กเล็กจำนวน 723 แห่ง คิืดเป็น 69 % ระหว่าง 1 ธ.ค.2559-31 มี.ค.2560 ในด้านปฏิกิริยาและพฤติกรรมที่ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในเด้ก พบว่า ร้อยละ 72 เด็กจดจ่อตั้งใจฟัง ร้อยละ 69หยิบหนังสือมาเปิดดูเองและจากคุณครูอ่านให้ฟัง เด็กหัวเราะชอบใจ ร้อยละ 58
เด็กจดจำคำและประโยคจากหนังสือ มีทักษะในการใช้ภาษาดีขึ้น เช่น เด้กสามารถพูดโต้ตอบนิทานและเหตูการณ์ชีวิตประจำวันบอกเล่าให้เพื่อนฟังได้ เด็กจดจำพฤติกรรมและนำมาปฏิบัติตามในชีวิตประจำวัน เช่น สังเกตตนเองว่าเป็นหวัดหรือไม่ ล้างมือหลังเข้าห้องน่้ำ ล้างมือก่อนรับประทานอาหารเพราะกลัวท้องเสียเหมือนกระจิบ เด้กๆบอกผู้ปกครองว่า คุรป้าหมอหมีบอกว่าไม่ต้องทานยา นอนพักผ่อน2-3วันก็หาย และเด็กๆเข้าใจการดุแลตัวเองเมื่อเป็นหวัด และเมื่อท้องเสียก็บอกว่าให้ดื่มเกลือแร่ น้ำเกลือ เป็นต้น
“การใช้หนังสือทำให้เด็กจดจำประโยคจากหนังสือ มีความสุขเมื่อได้ฟังครูและเพื่อนอ่านหนังสือให้ฟัง ที่สำคัญ คือ เด็กๆจดจำพฤติกรรมและนำไปใช้ในการปฏิบัติของตนเอง เพืี่อป้องกันและดูแลตนเองยามเจ็บป่วย ยกตัวอย่างเรื่องเล่าที่เด็กมาบอก เช่น บอกผู้ปกครองว่าเวลาไม่สบายอย่าซื้อยาตามร้านให้หฯุกินนะ จะนอนพักผ่อน 3 วันก็หาย หรือ น้องภูเบสไม่ชอบล้างมือ หลังฟังนิทานก็้ล้างมือทุกครั้งเพราะกลัวท้องเสียเหมือนกระจิบ เป็นต้น” นางสุดใจ กล่าวปิดท้าย
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด นิทานทั้ง 2 เรื่อง ได้ที่ www.thaidrugwatch.org และ www.happyreading.in.th



