
กลุ่มอนุรักษ์ฯเมืองเพชรนัดรวมพล30ก.ค.บุก“เขาหลวง”
“กลุ่มอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมเมืองเพชร”นัดรวมพลลงพื้นที่เขาหลวง หลังพบการบูรณะกรมศิลป์ฯไร้ทิศทางมีข้อผิดพลาด อาจสุ่มเสี่ยงที่จะทำลายศิลปะ-หลักฐานทางประวัติศาสตร์
นายกฤษดากร อินกงลาศ ช่างเขียนลายไทย ครูช่างรุ่นใหม่เพชรบุรี ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมเมืองเพชร กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (อาทิตย์ที่ 30 ก.ค. 2560) เวลา 13.00 น. ทางกลุ่มอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมเมืองเพชร ได้นัดกันลงพื้นที่ถ้ำเขาหลวง อ.เมือง จ.เพชรบุรี เป็นการเร่งด่วน หลังจากทราบว่าการบูรณะถ้ำเขาหลวงของกรมศิลปากรมีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำลายศิลปะและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเมืองเพชรที่สำคัญหลายอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถปล่อยผ่านไปแบบนี้ได้
ทั้งนี้ จากการที่กรมศิลปากร ได้จัดจ้างบริษัทเอกชนดำเนินการบูรณะในวงเงิน 16 ล้านบาท ได้พบว่าการบูรณะดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักการอนุรักษ์และเป็นการทำงานที่ไม่มีทิศทาง โดยปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือ เรื่องการรื้ออิฐในถ้ำซึ่งเป็นอิฐโบราณอายุกว่าร้อยปี เพราะหลังจากที่ไปตรวจดูก็พบว่าอิฐไม่ได้พังทั้งหมด แต่กลับต้องการที่จะรื้อทั้งหมด โดยเริ่มรื้อมาตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่มีการแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ทราบเลย
“ความคิดของนักอนุรักษ์คือน่าจะมีการซ่อมแซมเฉพาะจุดที่พังไม่ใช่ไปรื้อออกทั้งหมด เพราะอิฐภายในถ้ำ่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีการชำรุดและพบว่าอิฐที่กรมศิลป์ฯรื้อออกมานั้นส่วนใหญ่เป็นอิฐที่มีสภาพดีและเป็นหนึ่งเดียวกับพื้นที่ในถ้ำเขาหลวงทั้งสิ้่น ก็ไม่เข้าใจว่ากรมศิลป์ฯจะรื้ออิฐโบราณเหล่านี้ทำไม เพราะอิฐใหม่ที่กรมศิลปฯใช้ไม่ได้ช่วยทำให้ทัศนียภาพของถ้ำแห่งนี้สวยงามขึ้นแต่อย่างใด อีกทั้งยัังเป็นการทำลายคุณค่าประวัติศาสตร์ของโบราณสถานแห่งนี้อีกด้วย” ช่างเขียนลายไทย เพชรบุรี กล่าว
นายกฤษดากร กล่าวตอีกว่า เรื่องที่กังวลต่อมาคือ เรื่องพระพุทธรูปจำนวนมากในถ้ำที่พบว่ายังมีการบูรณะที่ไม่ดีมากนัก เช่น พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่กำลังมีการปิดทองอยู่ในตอนนี้ ในฐานะทีี่ทำงานด้านนี้มา คิดว่าควรมีการไล่ความชื้นและทำฐานเพื่อให้ความแข็งแรงและคงทนของพระดีกว่านี้ เพราะการปิดทองในช่วงที่มีความชื้นสูงแบบนี้จะเป็นปัญหาแน่นอน รวมถึงเรื่องคุณภาพของทองก็ต้องเป็นเรื่องที่มีการชี้แจงอีกครั้งว่าเป็นทองที่ได้มาตรฐานหรือไม่อย่างไร ซึ่งคำตอบเหล่านี้กรมศิลป์ฯน่าจะทราบดี รวมถึงแผนการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปออกจากถ้ำ ตรงนี้ต้องมีรายละเอียดว่าที่ย้ายไปที่ไหนอย่างไรและทำไม
นอกจากนี้ ยังรวมถึงพระพุทธรูปองค์เล็กๆภายในถ้ำ ซึ่งมีประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เพราะเป็นพระพุทธรูปของราชสกุลหลายองค์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่4 ก็ถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับการดูแลที่ดี มิหนำซ้ำการบูรณะของกรมศิลป์ฯ ยังมีการโบกปูนทับชื่อพระพุทธรูปเหล่านี้อีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องและไม่คิดว่ากรมศิลป์ฯจะละเลยแบบนี้ เพราะหน้่าที่กรมศิลป์ฯคือ การดูแลไม่ให้ชำรุด เสื่อมโทรม แต่สิ่งที่เกิดตอนนี้ในถ้ำเขาหลวงกลับเป็นเรื่องที่ตรงกันข้าม ถือเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังมาก เพราะสภาพถ้ำเขาหลวงหลังจากที่กรมศิลป์ฯมาบูรณะอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมาก เพราะโครงสร้างพื้นฐานถูกรื้อออกหลายจุด
“การทำงานของกรมศิลป์ฯไม่มีความเรียบร้อย ตกลงจะมา “ซ่อม” หรือจะมา “ทำลาย” เช่น การตัดอิฐก็มีเศษอิฐไปกระทบกับพระพุทธรูปทำให้ถมีรอยเปื้อนของอิฐอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะหน่วยงานอย่างกรมศิลปฯเพราะข้อมูล หลักฐานทางประวัติศาสตร์ถือเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่ว่า “บูรณะ”แล้่ว ต้องแลกเปลี่ยนกับของที่ดูดีขึ้นแต่กลับทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ลงไป เพราะมันไม่คุ้มค่า เพราะสิ่งเหล่านี้มีเรื่องกาลเวลา มีเรื่องราวและคุณค่า ไม่สามารถสร้างขึ้นภายในวันเดียว” นายกฤษดากร กล่าว
ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมเมืองเพชร กล่าวด้วยว่า การบูรณะพื้นที่ต่างๆของกรมศิลป์ฯ ควรมีการศึกษาหาข้อมูลให้ดีกว่านี้ เพราะที่ผ่านมาก็เกิดปัญหาแบบนี้มาแ่ล้ว ในกรณีวัดใหญ่สุวรรณาราม ที่มีการบูรณะผิดพลาดเช่นกัน ดังนั้น ก่อนที่ลงมือทำ กรมศิลป์ฯควรลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ รวมถึง ปรึกษาหารือกับช่างหรือนักประวัติศา่สตร์ในพื้นที่ ซึ่งเพชรบุรีมีกลุ่มนี้อยู่แล้ว ซึ่งกรมศิลป์ฯรู้ดี และทางกลุ่นก็ยินดีเหมือนร่วมกันทำงาน แต่ส่วนใหญ่รู้กันอีกที คือ มี “ข้อผิดพลาด”ไปแล้ว จนกลายเป็น “ข้อพิพาท” เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีการแจ้งเลย แต่เมื่อเราไปเจอว่ามีข้อผิดพลาด ก็กลายเป็นว่ากลุ่มอนุรักษ์ฯตั้งท่าจะคัดค้านทุกเรื่อง ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะเราไม่ได้มีเวลาว่างมากขนาดนั้น แต่เมื่อไปเห็นสิ่งที่กรมศิลป์ฯทำกับถ้ำเขาหลวงก็คงไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ
นายกฤษดากร กล่าวอีกด้วยว่า จากนี้จะมีการประชุมกับกรมศิลปา่กรอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ได้แนวทางการบูรณะที่เป็นบรรทัดฐานในการทำงาน ที่จะต้องมีการศึกษาหาข้อมูลในเชิงประวััติศาสตร์เพื่อให้มีทิศทางที่ชัดเจน ควรร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้นแล้ว มันไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ ศิลปะ วัฒนธรรม ต่างๆก็จะหายไป เพราะแก้ไขอะไรไม่ได้ ยกเว้น “แก้ต่าง” เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะเคยเกิิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ไม่ควรซ้ำรอยอีก ทั้งหมดนี้คือ ความจริงใจของกรมศิลป์ฯเท่านั้น
“อยากเห็นความจริงใจของกรมศิลป์ฯไม่ใช่อ้างแต่ทำตามหน้าที่ แต่ต้องมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ด้วย ทั้งหมดนี่้จะต้องมีการประชุมครั้งใหญ่เพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด การลงพื้นที่ของกลุ่มอนุรักษ์ฯเพื่อไปดูภาพรวมการบูรณะทัั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อบอกให้ประชาชนได้รับรู้ เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องรู้เพราะจะทำให้เขารู้สึกหวงแหนสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาบ้าง อยากให้ประชาชนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม เพราะสภาพถ้ำเขาหลวงบางส่วนตอนนี้เหมือนถูกทำลายไปแล้ว ไม่สามารถปล่อยผ่านไปแบบนี้ได้” นายกฤษดากร กล่าว



