ไลฟ์สไตล์

 มหากาพย์“เขื่อนแม่วงก์”ตัวชี้วัดอธิบดีกรมชลฯ(คนใหม่)

มหากาพย์“เขื่อนแม่วงก์”ตัวชี้วัดอธิบดีกรมชลฯ(คนใหม่)

28 ก.ค. 2560

มหากาพย์“เขื่อนแม่วงก์”ตัวชี้วัดอธิบดีกรมชลฯ(คนใหม่)

 

         ลุ่มน้ำสะแกกรัง มีพื้นที่รวมกว่า 3 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ จ.อุทัยธานี นครสวรรค์ และกำแพงเพชร มีลำน้ำสำคัญได้แก่ น้ำแม่วงก์ คลองโพธิ์ และห้วยทับเสลา ซึ่งยังแบ่งออกเป็น 4 ลุ่มน้ำ ประกอบด้วย ลุ่มน้ำย่อยแม่วงก์ 6.36 แสนไร่ คลองโพธิ์ 7.36 แสนไร่ ห้วยทับเสลา 4.64 แสนไร่ และลุ่มน้ำย่อยสะแกกรังตอนล่าง 1.32 ล้านไร่

         ความต้องการน้ำรวมในทุกกิจกรรม 1,374 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี แต่แหล่งน้ำที่พัฒนามีความจุรวม239ล้านลูกบาศก์เมตรโดยมีแหล่งน้ำสำคัญประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.อุทัยธานี160 ล้านลูกบาศก์เมตรและอ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ จ.นครสวรรค์ 70 ล้านลูกบาศก์เมตร

           พื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำขาดแคลน ส่วนใหญ่อยู่ในลุ่มน้ำแม่วงก์และลุ่มน้ำสะแกกรังตอนล่าง เพราะขาดแหล่งเก็บน้ำในฤดูฝนเพื่อใช้ในฤดูแล้งเฉพาะลุ่มน้ำย่อยแม่วงก์มีปริมาณน้ำท่า430ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี แต่มีแหล่งเก็บกักน้ำเพียง1.25ล้านลูกบาศก์เมตรเป็นเหตุผลสำคัญที่จำเป็นต้องพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่ม โดยเฉพาะพื้นที่ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ตอนล่างของลุ่มน้ำย่อยแม่วงก์และตอนบนของลุ่มน้ำย่อยสะแกกรังตอนล่าง ประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำขาดแคลนตลอดปี ทำให้กรมชลประทานวางแผนพัฒนาก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่วงก์

           ปัจจุบัน อ.ลาดยาว มีการพัฒนาแหล่งน้ำแล้ว 21 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นฝาย ไม่มีอ่างเก็บน้ำเลย การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์จะตอบสนองบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำลุ่มน้ำย่อยแม่วงก์และลุ่มน้ำสะแกกรังตอนล่าง และบรรเทาอุทกภัยของอ.ลาดยาวโดยตรง

           การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์อย่างเดียวยังต้องดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาอื่นๆ เช่น การปรับปรุงอาคารชลประทานในลำน้ำ เหมืองฝาย ขุดสระในไร่นา เพื่อควบคุมน้ำ เก็บกัก หน่วงหรือชะลอการไหลเพื่อบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตร พร้อมกับการฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ เพิ่มศักยภาพการระบายน้ำ และการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน

           กรมชลประทาน ได้กำหนดระดับความสูงของเขื่อนแม่วงก์เป็น 7 ระดับเก็บกักทางเลือกคือ ระดับเก็บกักเดิมที่ 204.50 เมตร ลงมาที่ 203.50 เมตร 202.50 เมตร 201.50 เมตร 200.50 เมตร 199.50 เมตร และ198.50 เมตร ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบพื้นที่น้ำท่วมในอ่างเก็บน้ำจากระดับเก็บกักเดิม 11,000 ไร่ เป็น 10,420 ไร่ 9,970 ไร่ 9,510 ไร่ 9,050 ไร่ 8,630 ไร่ 8,230 ไร่ ตามลำดับ

      ขณะเดียวกัน ความจุอ่างเก็บน้ำจากระดับเดิม 258 ล้านลบ.ม.ก็จะค่อย ๆ ทยอยลดลงเป็น 242 ล้านลบ.ม. 226 ล้านลบ.ม. 210 ล้านลบ.ม. 194 ล้านลบ.ม. 180 ล้านลบ.ม.และ 167 ล้านลบ.ม.ตามลำดับ

       ระดับเก็บกักที่ยิ่งน้อยลงเรื่อย ๆ ก็มีผลต่อปริมาณความจุอ่างเก็บน้ำ และประสิทธิภาพในการตอบโจทย์การบรรเทาอุทกภัยและการขาดแคลนน้ำเช่นกัน

        ในโลกนี้ ไม่มีอะไรได้อย่างเดียว หรือสูญเสียอย่างเดียว มันมีทั้งได้ทั้งเสีย ต้องชั่งน้ำหนัก และประเมินความคุ้มค่าหลายๆมิติด้วยกัน โดยเฉพาะคนในลุ่มน้ำย่อยแม่วงก์และสะแกกรังตอนล่าง ถ้าลดระดับ ลดขนาดไปเรื่อยๆหรือไม่สร้างเลย พวกเขาจะอยู่กันอย่างไรท่ามกลางสถานการณ์ลำบากแสนสาหัสที่เกิดขึ้น   

        ถ้าเอาผลการศึกษาแรก ๆ เป็นตัวตั้ง ก็นับมากกว่า 20 ปีแล้วที่เขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ อยู่ในเขาวงกตหาทางออกไม่ได้

        ครั้งหนึ่งเคยเกือบได้ แต่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนหนึ่ง จำต้องยกออก เนื่องจากขออนุมัติใช้พื้นที่หลายโครงการ เลยขอชะลอโครงการเขื่อนแม่วงก์ออกไปก่อน

          ทุกครั้งที่เขื่อนแม่วงก์ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงหรือทำการศึกษาใหม่จะต้องมีคนต่อต้าน หรือกระทั่งตอบข้อสงสัยของคณะกรรมการชำนาญการ (คชก.) ชนิดเรื่อยเปื่อย สุดแต่จะนึกได้ ทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินรวมแล้วหลายร้อยล้านบาทสำหรับการศึกษา เมื่อไม่ใช่เงินตัวเอง ก็ไม่มีคำว่าเสียดาย

            กระทั่งวันหนึ่งจะพิจารณาตัดสินชี้ชะตาสร้าง-ไม่สร้างเขื่อนแม่วงก์ แต่กลับมีกลุ่มคน นอกพื้นที่เดินประท้วงจากแม่วงก์มากรุงเทพฯ โดยไม่เดินผ่าน อ.ลาดยาว ทั้ง ๆ ที่คนลาดยาวรอถามเหตุผลที่แท้จริงว่ามันคืออะไร ขณะที่สังคมโซเชียล กดไลค์ กดแชร์ โชว์สัญลักษณ์ No Dam กันกระหึ่ม

            ในขณะที่คนลาดยาว และคนแม่วงก์นับหมื่น ๆ ต้องเดือดร้อนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมพื้นที่แม่วงก์ทุกปี ๆ ละ 1-3 ครั้ง ในขณะที่ฤดูแล้งก็ต้องขาดแคลนน้ำอย่างหนัก บางปีก็มีการเดินขบวนจากลาดยาวมากรุงเทพฯ แต่กลับไม่มีใครสนใจ

             คนกรุงโลกสวยชอบ No Dam  ถ้าไม่มีเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักฯ เขื่อนแควน้อยฯ จะอยู่กันอีท่าไหน หรือต้องลุกขึ้นมาก่ออิฐหน้าประตูบ้านกันน้ำเข้า แล้วซื้อน้ำจากพม่า เขมร มากินมาใช้ตลอดทั้งปี

             กรมชลประทานลงพื้นที่ประเมินหลายครั้ง ในครัวเรือนผู้มีส่วนได้เสียโครงการเขื่อนแม่วงก์จริง ๆ มากกว่า 90% เอาด้วยกับการสร้างเขื่อน เพราะเดือดร้อนทุกปี ปีละหลาย ๆ ครั้ง

               แต่คนที่ล้มโครงการเขื่อนแม่วงก์ได้ กลับเป็นคนนอกพื้นที่ ไม่เคยเดือดร้อนน้ำท่วมและฝนแล้ง

             มาระยะหลังกรมชลประทานได้ ผ่อนแรงปะทะประนีประนอมสูงขึ้นมาก เช่น ยอมลดระดับคับความสูงของสันเขื่อน ยอมพัฒนาเครื่องมืออื่น ๆ ในลำน้ำแม่วงก์ อาทิ ก่อสร้างฝาย ประตูระบายน้ำ แก้มลิง และ ฯลฯ เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในลำน้ำในฤดูแล้งได้

            ถกกันในคณะกรรมการ คชก. มาหลายยก ท่ามกลางการตั้งคำถามใหม่ที่ต้องไปทำคำตอบใหม่ ทุกรอบ รวมแล้วเป็นครั้งที่ 4 ก็ยังไม่รู้ คชก. จะตั้งแง่กันไปถึงไหน เพราะบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิยืนยันท่าเดียวว่า น้ำไม่ท่วมและไม่ขาดแคลนน้ำ

              แล้วหันมาสร้างสระเล็กสระน้อยนับพันนับหมื่นบ่อไว้เก็บน้ำ ตามไอเดียเอ็นจีโอ หากมองเผิน ๆ ก็ว่าดี แต่มีปัญหาในเรื่องที่ดินสำหรับการขุดสระหาได้ยากยิ่ง และน้ำจะแห้ขอดในฤดูแล้ง

             ขณะที่ชลประทานนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าการสร้างแหล่งน้ำ ซึ่งมีตั้งแต่เขื่อนขนาดใหญ่ เขื่อนขนาดกลางและเขื่อนขนาดเล็ก ตามแต่สภาวะและความเหมาะสมของพื้นที่และประชากร โดยมีเป้าหมายว่า น้ำถึงคน น้ำถึงแปลงไร่นา น้ำไล่น้ำเค็มรักษานิเวศ ช่วยบรรเทาน้ำท่วมและเก็บไว้ใช้ฤดูแล้งที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้เกษตรกรมีขีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและไม่เป็นภาระของประเทศ

              ข้อเสนอที่เข้าสู่ คชก. มีทั้งการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ โดยลดระดับสันเขื่อน ซึ่งหมายถึงความจุอ่าง ตั้งแต่ระดับ 1-3 เมตร ยอมลดปริมาณน้ำที่จะเก็บ ลดพื้นที่ชลประทานลงควบคู่ไปกับการก่อสร้างอาคารชลประทาน เช่น ฝาย ปตร. แก้มลิง ตามแต่เหมาะสม

             ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ฝ่ายวิชาการ ผู้ซึ่งรับผิดชอบการศึกษาโครงการเขื่อนแม่วงก์มาตลอด โดยเสนอให้ทำทั้งระบบ คือทั้งสร้างเขื่อน แต่ให้ลดระดับความจุตีคู่ไปกับก่อสร้างฝาย ประตูระบายน้ำ ในลำน้ำแม่วงก์ เน้นแก้ไขปัญหาภัยแล้งและเสริมด้วยบรรเทาอุทกภัย ในฤดูน้ำหลาก ซึ่งจะช่วยราษฎรในลุ่มน้ำแม่วงก์อย่างเป็นระบบ ทั้งระบบใหญ่ด้านบนคือเขื่อน และระบบในลำน้ำด้านท้ายเขื่อน

              โครงการเขื่อนแม่วงก์เตรียมจะเข้าสู่การประชุมพิจารณาครั้งที่ 4 ของ คชก. ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่กรมชลประทาน โดยรองอธิบดีฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ที่ไม่เคยข้องแวะกับเขื่อนแม่วงก์ กลับไปเจรจากับกลุ่มเอ็นจีโอเจ้าเก่า และยืนยันจะก่อสร้างอาคารชลประทานในลำน้ำแม่วงก์เพียงอย่างเดียว โดยลดระดับความสูงและความจุ

              กรมชลประทานเดินแต้มพลาดที่ส่ง ดร.ทองเปลว กองจันทร์ มาเจรจา เพราะจากผลการศึกษาพบว่าแค่ฝายประตูระบายน้ำ ไม่เพียงพอต่อจัดการน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากและน้ำแล้งในฤดูแล้งอย่างแน่นอน แต่แค่ช่วยบรรเทาเท่านั้นเอง แต่เหมือนกับเป็นการยอมอ่อนข้อให้กับ เอ็นจีโอ มากกว่าชาวบ้านในพื้นที่ที่เดือนดร้อนจริง ๆ

             ผิดกับข้อเสนอของรองอธิบดีฝ่ายวิชาการที่ยืนกรานอย่างชัดเจนว่าทั้งเขื่อนและฝายต้องไปด้วยกัน ทั้งต้องสร้างในลำน้ำแม่วงก์ควบคู่กันไป หากไม่สร้างในวันนี้ ยังไงวันหน้าก็ต้องสร้างอยู่ดีเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในยามหน้าแล้งและป้องกันการเกิดอุทกภัยในช่วงหน้าฝน เมื่อถึงวันนั้น มูลค่าการก่อสร้างกลับเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

              ประชาชนผู้เดือดร้อนท้ายเขื่อนควรเลือกเชื่อใครดีระหว่างรองอธิบดีที่ศึกษาโครงการนี้มานับสิบปี กับรองอธิบดีอีกคนที่เชื่อตามความเห็นของเอ็นจีโอ พร้อมรับข้อเสนอเอ็นจีโอแบบง่ายดาย โดยไม่รู้ว่าแท้จริงเป็นกับดักในอนาคต

               หรือว่าตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทานว่างลงสิ้นกันยายน 2560 นี้ จากการเกษียณอายุราชการของ”สัญชัย เกตุวรชัย”แล้วจะต้องมีใคร 1 ใน 2 รองอธิบดีก้าวขึ้นรั้งอธิบดีแทน ถือเป็นตัวชี้วัดการแก้ปัญหาระหว่างความเดือดร้อนของชาวแม่วงก์และคนลุ่มน้ำย่อยสะแกกรังตอนล่างกับกลุ่มเอ็นจีโอนอกพื้นที่ที่ท่องจำขึ้นใจอยู่คำเดียวว่า No Dam

                                                       .............