
จำแม่นแล้วปฏิบัติมั่น
เมื่อใกล้เวลาที่นักเรียนชั้น ม.๖ จะจบการเรียน หลายโรงเรียนมีพิธีปัจฉิมนิเทศ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่นักเรียน ที่จะเข้าสู่การศึกษาในระบบมหาวิทยาลัย
ในพิธีนั้นๆ มักจะนิมนต์พระสงฆ์ไปให้โอวาท ทำคล้ายพระฤาษีให้โอวาทแก่ลูกศิษย์ที่จบการศึกษา แล้วกลับสู่บ้านเมือง
โรงเรียนก็หวังว่า พระจะให้คติธรรมแก่นักเรียน ให้จำและนำไปปฏิบัติเพื่อความสำเร็จและความก้าวหน้า พระสงฆ์ก็หาข้อคิดเป็นคติธรรม เพื่อให้นักเรียน "จำให้แม่น ปฏิบัติให้มั่น"
ข้อคิดนั้น ก็ควรที่จะจำได้เร็ว ติดจิตใจของนักเรียนนักศึกษาได้นาน แล้วก็ควรที่พระสงฆ์จะพิมพ์ข้อคิดซึ่งเป็นหัวใจของเรื่องที่ให้โอวาทมอบแก่นักเรียน เพื่อไปติดไว้เตือนใจที่บ้าน
จึงใคร่ขอมอบคติธรรม ไว้สำหรับนักเรียนที่จะก้าวไปเป็นนักศึกษา หรือสำหรับผู้ปกครอง ครู และพระสงฆ์ที่จะกล่าวเตือนใจให้โอวาท เพื่อบอกให้ท่องหัวข้อให้ครบแล้ว ก็อธิบายให้นักเรียน ดังนี้
ตั้งใจเรียนให้เหมือนกับเพียรร้องเพลง จำหนังสือให้เก่งเหมือนจำคำนินทา
อยากพบหน้าครูเหมือนอยากดูดารา เก็บหนังสือที่มีค่าเหมือนกับว่าเก็บเพชรทอง
สถาบันบันเทิงจงเห็นว่าเป็นเพลงนรก หนังลามกจะพาเราให้เศร้าหมอง
เพื่อนชั่วจงเห็นว่าเป็นตัวเงินตัวทอง ยาเสพติดจงมองเห็นว่าเป็นยาตาย
นอนดึกคือข้าศึกที่พ่ายแพ้ ความเชือนแชคือศัตรูผู้สร้างความเสียหาย
การใช้เงินไม่ประหยัดคือความวิบัติวอดวาย การไม่รักษาร่างกายคือความพ่ายทุกกรณี
ในข้อคิดทั้งหมด มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับนักเรียนที่จะก้าวไปสู่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นหนทางสู่ดวงดาว คือ ยูนิเวอร์ซิตี้
ซึ่งความเป็นจริงแล้ว เมื่อนักเรียนกลายสภาพเป็นนักศึกษา วิถีชีวิตของเขาจะเข้าสู่..."ยูนิเวิร์ส" ดุจดั่งดวงดาวที่ลอยล่องในระบบจักรวาล
เขาจะเป็น "ดาวฤกษ์" หรือ "ดาวเคราะห์" ก็อยู่ที่โอวาท ไม่ใช่อยู่ที่ประสาทพร อยู่ที่เขาศรัทธาตัวผู้ให้โอวาท จำแม่น แล้วปฏิบัติมั่น
นอกจากข้อปฏิบัติแล้ว ยังมีข้อคิดที่ควรผูกเป็นปริศนาให้เขาได้จำติด และคิดใคร่ครวญ...ซึ่งวิธีการของคนโบราณนั้น ท่านนิยมสอนด้วยปริศนา
ปริศนาเป็นเรื่องที่ต้องผูก และเป็นเรื่องที่ต้องทาย เพราะปริศนามีกลมากมาย
"พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ)"



