ไลฟ์สไตล์

สธ.ห่วงปิดเทอมหวัด2009ระบาดหนัก

สธ.ห่วงปิดเทอมหวัด2009ระบาดหนัก

16 ก.ย. 2552

รอบสัปดาห์ หวัด 2009 คร่า 11 ชีวิต ในอีสานตอนล่างสถานการณ์แย่ ห่วงต.ค.-พ.ย.ช่วงปิดเทอมหวัดกลับระบาดหนัก ตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิทุกกรมลงพื้นที่ระบาดสูงวิเคราะห์สภาพปัญหา ย้ำอีสานใต้น่าห่วง

(16ก.ย.) นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวความคืบหน้าสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009ว่า ระหว่างวันที่ 6-12 ก.ย. มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จำนวน 11 ราย เป็นชาย 6 คน หญิง 5 ราย โดย 2 ใน 3 มีโรคประจำตัว อยู่ในจังหวัดขอนแก่น ชุมพร เชียงใหม่ นครสวรรค์ แพร่ สงขลา สมุทราปราการ อุทัยธานี โดยไม่มีผู้เสียชีวิตในเขตกทม. ยอดผู้เสียชีวิตสะสม 153 ราย จากสถานการณ์ปัจจุบัน ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องดำเนินการแก้ปัญหาให้เข้มข้นขึ้น โดยสถานการณ์ในช่วงต่อจากนี้ จำเป็นต้องให้ความระมัดระวังในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ เพราะเป็นช่วงการปิดเทอมและจะมีเทศกาลต่างๆ ซึ่งจะมีการรวมตัวทำกิจกรรมที่มีคนจำนวนมาก โดยเน้นให้สาธารณสุขจังหวัดในการจัดทีมให้ความรู้ประชาชน

 “เดิมในระดับพื้นที่ผอ.รพ. สสจ. จะดำเนินการเบ็ดเสร็จ และมีผู้ตรวจราชการกำกับ แต่จะมีการเพิ่มมาตรการที่เข้มข้นขึ้น ด้วยการส่งทีมจากส่วนกลาง ซึ่งประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทุกกรมลงเยี่ยมพื้นที่ สนับสนุน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปัญหา เช่น ในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา มีการหารือกับภาคอีสานตอนล่างที่กำลังมีปัญหาจากการระบาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและเสริมการดำเนินการให้ดีขึ้น คาดว่าภายในต้นเดือน ต.ค. จะได้เห็นจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงเป็นลำดับ ”นพ.ไพจิตร์ กล่าว

 นพ.ไพจิตร์ กล่าวด้วยว่า ได้มอบหมายให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพิ่มความรู้ให้อสม.และเร่งให้อสม.ประสานงานและทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการซ้อมแผนปฏิบัติงานป้องกันควบคุมโรคในระดับชุมชนให้ครบ หากมีการระบาดจริงในชุมชนก็จะสามารถจำกัดวงระบาดและลดการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้ ขณะนี้ได้กระจายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ ให้โรงพยาบาลทุกจังหวัดและคลินิกที่ร่วมโครงการเพียงพอแล้ว และให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ กำกับการทำงานในพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ขอความร่วมมือร้านขายยา หากพบผู้ป่วยเข้าข่ายให้แนะนำไปรักษาตัวในโรงพยาบาลทันที เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาที่รวดเร็ว

 ภก.สมชาย ศรีชัยนาค รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.)กล่าวถึงความคืบหน้าการผลิตวัคซีนจากเชื้อเป็น ชนิดพ่น ว่า ขณะนี้คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถตรวจสอบสาเหตุการเกิดฝีในปอดของหนูทดลอง 1 ตัว สรุปว่า เป็นการเกิดฝีจากเชื้อไมโครพลาสมาที่ไม่ได้อยู่ในวัคซีน และเป็นเชื้อที่ไม่พบในไข่ไก่ด้วย จึงถือว่าเป็นการเกิดฝีขึ้นเองตามธรรมชาติของหนูทดลอง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อความปลอดภัย จะทราบผลความแปรปรวณดังกล่าวในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้ ส่วนจะมีผลทำให้ต้องเลื่อนการทดลองวัคซีนในอาสาสมัคร 24 คนที่เดิมกำหนดเริ่มทดลองในวันที่ 24 กันยายนนี้หรือไม่นั้น ต้องให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องพิจารณาอีกครั้ง

 “อภ.อยู่ระหว่างการเจรจากับกรมปศุสัตว์ เพื่อผลิตไข่ไก่ปลอดเชื้อที่ได้มาตรฐาน และราคาเหมาะสมถูกกว่านำเข้าจากต่างประเทศ ให้อภ. เนื่องจากไข่ไก่นำเข้าจากต่างประเทศ พบว่ามีปัญหาในเรื่องการเจริญเติบโตของเชื้อที่ช้ากว่าปกติ ซึ่งปัจจุบันกรมปศุสัตว์ผลิตไข่ไก่สำหรับผลิตวัคซีนในสัตว์ได้มาตรฐานอยู่แล้ว ผลิตได้วันละ 1,000 ฟอง แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะติดขัดระเบียบที่กำหนดให้ผลิตไข่ไก่เฉพาะใช้สำหรับวัคซีนในสัตว์เท่านั้น คาดว่าใน 1-2 สัปดาห์จะได้ข้อสรุป”ภก.สมชาย กล่าว

 นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม(อภ.)กล่าวว่า ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่าสัตว์ทดลองที่พบฝีในปอด 1 ตัว เกิดจากความแปรปรวนของสัตว์เอง ไม่ใช่วัคซีน จึงไม่จำเป็นต้องมีการทดลองในสัตว์ซ้ำ ทำให้ไม่ต้องเลื่อนการทดลองในอาสาสมัครออกไปจากวันที่ 24 ก.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 18 กันยายนนี้ คณะทำงานจะประชุมร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อร่วมกันตัดสินใจ

 พญ.มัวรีน เบอร์มิงแฮม (Dr. Maureen Birmingham)ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า มีข่าวดีเรื่องความคืบหน้าการผลิตวัคซีนจากเชื้อตายเป็นชนิดฉีด โดยผลการทดลองในจีน และประเทศตะวันตก ให้ข้อมูลว่าสามารถฉีดวัคซีนเพียง 1 ครั้งต่อปี น่าจะเพียงพอสามารถป้องกันโรคได้จากเดิมที่มีข้อมูลว่าโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นโรคใหม่อาจต้องฉีดวัคซีนคนละ 2 ครั้งต่อปี จึงจะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันป้องกันโรคได้ และคาดว่าในต้นเดือนตุลาคมกระบวนการผลิตวัคซีนจะแล้วเสร็จสามารถฉีดให้ประชาชนในกลุ่มประเทศตะวันตก และประเทศจีน ซึ่งนอกจากนี้ ขณะนี้ฮู ได้เริ่มเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่เช่น บริษัท จีเอสเค บริษัทซาโนฟี่ เป็นต้น เพื่อขอรับบริจาควัคซีนให้กับประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศยาจนที่ไม่มีกำลังซื้อวัคซีนเอง เพื่อช่วยป้องกันการระบาดของโรคนี้ในภูมิภาคต่างๆ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปใน 1-2 สัปดาห์นี้

 รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนันท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ระดับ 11 กรมการแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัย นิวเซาท์เวล์ ประเทศออสเตรเลีย นำเสนอว่า การใส่หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา หรือ 3 เอ็ม ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ โดยให้เปลี่ยนมาใช้หน้ากากอนามัยชนิด เอ็น 95 แทนนั้น ถือว่ายังเป็นเพียงงานวิจัยเพียงชิ้นเดียว ยังมีข้อบ่งชี้ไม่เพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนคำแนะนำแก่ประชาชน ซึ่งฮูได้ชี้แจงว่า ในสหรัฐอเมริกายังไม่มีการเปลี่ยนคำแนะนำเช่นเดียวกัน ในทางปฏิบัติ

 “การใช้หน้ากากอนามัยชนิด เอ็น 95 มีข้อบ่งชี้ในการชี้มากกว่าหน้ากากแบบธรรมดา เช่น สตรีตั้งครรภ์และผู้ป่วยโรคหัวใจห้ามใช้ เนื่องจากเมื่อใส่หน้ากากชนิดนี้แล้วจะได้รับออกซิเจนน้อยกว่าปกติ และสามารถใส่ติดต่อกันได้นาน 30-45 นาทีเท่านั้น และยังมีราคาแพงด้วย แต่สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องดูแลผู้ป่วยหนัก ยังแนะนำให้ใช้หน้ากากอนามัยชนิด เอ็น 95 อยู่ แต่ประชาชนทั่วไป การป้องกันโรคที่ดีที่สุดคือ จำเป็นต้องทำรวมกันหลายวิธีทั้งใส่หน้ากากแบบธรรมดา การล้างมือ เป็นต้น แต่หากมีข้อมูลเปลี่ยนแปลง สธ. จะนำมาพิจารณาและปรับเปลี่ยนคำแนะนำกับประชาชนต่อไป” รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าว