ไลฟ์สไตล์

บัตรทอง"ร่วมจ่าย"ตามกฎหมายเดิม

บัตรทอง"ร่วมจ่าย"ตามกฎหมายเดิม

13 ก.ค. 2560

คกก.ร่างกฎหมายบัตรทองใหม่ ยืนประเด็นร่วมจ่ายตามกฎหมายเดิม ยันไม่มีจ่าย ณ จุดบริการ แต่รูปแบบไหนเป็นเรื่องระยะยาว

       เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 13 กรกฎาคม มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับ...) พ.ศ... โดย รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธาน พิจารณาและรวบรวมประเด็นการแก้พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ หรือกฎหมายบัตรทอง ที่เสนอมาโดยคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดประชาพิจารณ์ พ.ร.บ.ฯ ที่มี นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เป็นประธาน  โดยมีการพิจารณาวาระที่กำลังถกเถียงกัน อาทิ ประเด็นการแยกเงินเดือนบุคลากรสาธารณสุข ประเด็นจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ และประเด็นการร่วมจ่ายที่มีอยู่ในกฎหมายเดิมที่ใช้มานาน 15 ปี 
       หลังประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง นพ.ณรงค์ศักดิ์   อังคะสุวพลา กรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฯ เป็นผู้แทนของคณะกรรมการฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ในที่ประชุมได้มีการหารืออย่างกว้างขวาง และละเอียดรอบคอบอย่างมาก โดยมีการประชุมครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม และอีกครั้งในวันนี้ ซึ่งเป็นกำหนดการประชุมครั้งสุดท้าย ก่อนจะสรุปและรวบรวมให้ศ
คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.)  ในสัปดาห์หน้า โดยยังไม่ได้ออกเป็นมติแต่อย่างใด เนื่องจากต้องมีการส่งข้อสรุปจากที่ประชุมทำหนังสือเวียนรับรองมติก่อน 
      " เบื้องต้นในประเด็นที่กังวล และมีข้อเห็นต่าง 5 ประเด็นตามที่ภาคประชาชนกังวลนั้น ทางกรรมการไม่ได้แยกเป็น 5 ข้อ แต่พิจารณาจากภาพรวมทั้งหมด 14 ประเด็นมีอะไรบ้าง และสรุปข้อคิดเห็นของแต่ละคน แต่ละเวที รวมทั้งทุกช่องทางที่เปิดให้แสดงความคิดเห็น"นพ.ณรงค์ศักดิ์กล่าว
      นพ.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า  ในเรื่องร่วมจ่าย กรรมการฯยืนยันชัดเจนไม่แก้ไขเพิ่มเติมแต่อย่างใด ยังคงมาตราเดิม และสิ่งหนึ่งที่เห็นพ้องต้องกันคือ ต้องไม่ร่วมจ่าย ณ จุดบริการ แต่วิธีการในเรื่องร่วมจ่ายเป็นเรื่องระยะยาว ขณะนี้มีคณะทำงานที่ศึกษาเรื่องความยั่งยืนทางการเงินการคลังด้านสุขภาพ ที่มีชุด นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ศึกษาเรื่องนี้  ส่วนเรื่องการแยกเงินเดือนบุคลากรสาธารณสุข กรรมการพิจารณาละเอียดมาก เพราะข้อมูลมีจำนวนมาก และมีเสียงหลายด้าน ซึ่งเรื่องนี้มีความหลากหลายในส่วนรพ.ของกระทรวงสาธารณสุข เพราะมีหลายระดับ ซึ่งวิธีคิดเรื่องเงินเดือนในอดีต เป็นการปฏิรูประบบการเงินการคลัง โดยจัดสรรเม็ดเงินไปตามจำนวนประชากร แต่เป็นเม็ดเงินที่มีทั้งค่าแรง และค่าบริการ ปรากฏว่า รพ.สังกัด สธ. ยังไม่สามารถบริหารได้อย่างอิสระ  แต่หลังจากทำมาปรากฏว่าเม็ดเงินนี้ยังรวมเงินเดือนเข้าไปอีก การบริหารจัดการค่อนข้างยาก 
        นพ.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า การแยกเงินเดือนจึงเห็นว่า ตัวเลขการคิดคำนวณยังคงเป็นสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)อยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ตัวเลขบอกมาทางกระทรวงฯ เพื่อจะมาบริหารจัดการให้เหมาะสมกับบุคลากร และจะนำมาสู่การกระจายบุคลากรที่เหมาะสมในรพ.ทุกระดับด้วย นอกจากนี้ เรื่องการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ เป็นที่แน่นอนว่า สปสช.ดำเนินการจัดซื้อได้ถูกจริงเป็นเงินกว่า 5 หมื่นล้านใน 10 ปีที่ผ่านมา แต่ด้วยประเด็นกฎหมายที่ถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ทักท้วงว่า สปสช.ไม่มีอำนาจจัดซื้อ จึงต้องมาทำให้ถูกต้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าสธ.จะเอาอำนาจไป เพราะการทำงานจะดำเนินการร่วมกัน เพียงแต่ระบบการจัดซื้อ สปสช.มีความชำนาญก็ยังดำเนินการ ส่วนกระทรวงฯ ก็จะเป็นผู้ประสานและต่อรองราคายาให้ทั้ง 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ จากเดิมใช้ได้เพียงกองทึนบัตรทองเท่านั้น แต่ในปีงบประมาณ2560 ก็ยังให้สปสช.ทำตามเดิม  แต่ในปีงบประมาณ 2561  เริ่มทำรูปแบบใหม่ โดยทั้งนี้จะต้องเสนอต่อรัฐบาลว่า ควรทำเป็นนโยบายการจัดซื้อยาในทุกกองทุน ดังนั้น หากเป็นนโยบาย ต่อไปการปรับแก้ก็จะเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล และภาคประชาชนก็จะมั่นใจในระบบมากขึ้น
        “ส่วนสัดส่วนกรรมการสปสช.นั้น แบ่งเป็นคณะกรรมการบริหาร(บอร์ด) และคณะกรรมการควบคุมคุณภาพมาตรฐานการบริการ ให้เพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการบอร์ดละ 2 คน ส่วนที่เป็นกังวลที่ไม่เห็นด้วยเรื่องปลัดสธ.ไปนั่งรองบอร์ดสปสช.นั้น ได้ตัดออกไปแล้ว เพราะปลัดสธ.เองท่านก็เห็นว่าไม่จำเป็นต้องมี” นพ.ณรงค์ศักดิ์ กล่าว
     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่คณะกรรมการฯประชุมได้มีตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกัน นำโดยน.ส.สารี อ๋องสมหวัง นายนิมิตร์ เทียนอุดม และนายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ได้มาติดตามการประชุมครั้งนี้ โดยปักหลักอยู่บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมอุปกรณ์การติดตาม เช่น สะตอ มังคุด เงาะ กะทะ ตะหลิว พริก เกลือ พวงหรีดและป้ายเขียนข้อความต่างๆ อาทิ "แก้แล้วแย่แก้ทำไมวะ" เป็นต้น 
              ด้านน.ส.สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ และกรรมการยกร่างพ.ร.บ.บัตรทอง กล่าวว่า กรรมการบอกว่ายังมีอีกหลายขั้นตอน  ยเมื่อส่งตัวร่างให้รมว.ก็อยู่ที่รมว.ว่าจะมองอย่างไร เข้าใจสถานการณ์อย่างไร แต่เราสงวนเสียงข้างน้อยและเสียงข้างน้อยจะมีความหมายหรือไม่ รมว. รัฐบาลจะรับฟังหรือไม่ไม่รู้ แต่ภาคประชาชนยังต้องส่งเสียงต่อไป เพราะแม้ว่าจะจบกระบวนการในห้องนี้ไปแล้วแต่ยังเหลือกระบวนการอื่นๆ อีก ดังนั้นต้องมีการขอเข้าพบรมว.สาธารณสุขอีกหลายๆ ครั้งแน่นอน ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่นั้นภาคประชาชนจะหารือกันก่อน 

          “ร่างพ.ร.บ.บัตรทองฉบับประชาชนอาจจะต้องมาคิดใหม่ว่าเป็นกฎหมายฉบับใหญ่กว่าเดิมด้วยซ้ำไป เพราะตอนนี้กลายเป็นว่าแก้กฎหมายในเชิงปฏิบัติการให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำหน้าที่ได้เท่านั้นเอง เราต้องตามเรื่องนี้ต่อเพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของประเทศไทย” น.ส.สุรีรัตน์ กล่าว

    นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า  คณะกรรมการยังยืนยันว่าจะมีการแยกเงินเดือนออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งเราก็ยังไม่เห็นเหตุผล หากยืนยันว่าจะแก้ไขต้องมีการชี้แจงมาตรการการจ้างงานว่า จะนำเงินส่วนไหนมาจ้างงานเพื่อไม่ให้กระทบลูกจ้างที่อยู่ในระบบ และในเรื่องการจัดซื้อยาจะมีวิธีการที่สมเหตุสมผลอย่างไรเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกเพื่อเป็นหลักประกันให้ประชาชน ซึ่งตอนนี้เรายังไม่เห็นความสมเหตุสมผล โดยยืนยันว่าจะมีการติดตามต่อว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหากเกิดผลกระทบขึ้น หากมีร่างพรบ.ฉบับทางการออกมาส่งไปที่หน่วยงานใด เราก็จะมีการออกฉบับของภาคประชาชนออกไปประกบด้วยทุกครั้ง