
บันทึกความทรงจำ ตามรอยเสด็จฯ ณ "เกาะช้าง"
เมื่อเอ่ยถึงจังหวัดตราด ใครได้ยินก็ต้องนึกถึง เกาะช้าง อันเป็นสถานที่ขึ้นชื่อ ที่สามารถเรียกนักท่องเที่ยวให้มาชมความสวยงามของธรรมชาติบนเกาะได้ รวมถึงฉันด้วยที่อยากจะลองไปสัมผัสกับธรรมชาติบนเกาะแห่งนี้ดูสักครั้ง และแล้วโอกาสก็มาถึง เมื่อได้รับมอบหมายให้ไป
แต่ก่อนจะได้ก้าวเท้าลงเรือเฟอร์รี่เพื่อข้ามฟากไปยังเกาะช้าง ฉันและชาวคณะมีโอกาสได้แวะไปรับประทานอาหารกลางวันมื้อพิเศษเพราะเป็นอาหารพื้นบ้านที่หากินได้ไม่ง่ายๆ ณ วัดท่าโสม ด้วยว่าส่วนใหญ่จะจัดอาหารเหล่านี้ไว้รับรองแขกบ้านแขกเมืองที่สำคัญๆ เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น แกงหมูใบชะมวง และ เผือกต้มกะทิ ซึ่งมองยังไงฉันก็ว่าหน้าตาละม้ายขนมไทยๆ ซะมากกว่า และยิ่งได้ตักเข้าปากชิมก็พร้อมจะฟันธงว่าเป็นของหวานจริงๆ หากไม่มีเจ้าถิ่นการันตีว่านี่คือกับข้าวล้วนๆ
เมื่ออิ่มท้องฉันเลือกย่อยอาหารพร้อมๆ กับพิฆาตเวลาช่วงรอเดินทางด้วยการเยื้องกรายไปไหว้สักการะ "หลวงพ่อหยกขาว" ที่อุโบสถหลังใหม่ ภายในวัดแห่งนี้ ลักษณะองค์หลวงพ่อจะเป็นหยกสลักทั้งองค์ ปางสมาธิ ทรงเครื่องจักรพรรดิ ตามฝาผนังจะเต็มไปด้วยจิตรกรรมร้อยเรียงเรื่องราวของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ประสูติเรื่อยมา สืบทราบมาว่าใช้เวลาในการเขียน 2 ปี ที่สำคัญจิตรกรที่รับผิดชอบงานเขียนมีคนเดียวเท่านั้น ซึ่งเมื่อได้เห็นแล้วจะรู้สึกได้ถึงความตั้งใจของจิตรกรที่บรรจงสรรค์สร้างผลงานชิ้นนี้ขึ้นมา รวมไปถึงความสวยงามบ่งบอกถึงฝีมือของผู้วาดได้เป็นอย่างดี
ไหนๆ ก็เบิกชัยด้วยการเข้าวัดแล้ว สถานที่ถัดไปฉันจึงมีโอกาสได้เข้าชมความงดงามตระการตาของอุโบสถซึ่งมีอายุเก่าแก่ภายใน วัดสลัก และร่วมกิจกรรมปล่อยปูกลับคืนสู่ท้องทะเล แล้วจึงค่อยพากันเฮโลสาระพาลงเรือมุ่งหน้าสู่เกาะช้างอย่างเป็นทางการซะที
ไฮไลท์บนเกาะช้างในค่ำคืนแรกของวันนี้ ฉันยกให้แก่กิจกรรมการล่องเรือชมหิ่งห้อย ริมคลองพร้าว ในท่ามกลางบรรยากาศมืดมิดอันสุดแสนเงียบสงบ นับว่าโชคดีทีเดียวสำหรับทริปนี้ เพราะหิ่งห้อยจำนวนมากต่างแข่งขันกันเปล่งแสงอยู่ตามต้นไม้สองข้างทางอย่างเป็นจังหวะพร้อมเพรียง มองดูเผินๆ อดนึกไม่ได้ว่าอาจจะมีใครแอบเอาไฟประดับต้นคริสต์มาสมาร้อยเรียงบนต้นไม้กลางป่าแห่งนี้ นับเป็นบรรยากาศโรแมนติกเหลือกำลัง ชวนให้นึกถึงคู่รักหากได้ไปเที่ยวเยี่ยมชมคงมีความสุขดีไม่น้อย
อิ่มเอิบกับความโรแมนติกในค่ำคืนที่ผ่านยังไม่ทันจางหาย เช้าวันใหม่ฉันจำต้องหักอารมณ์เตรียมพร้อมสำหรับการผจญภัยในการเดินป่าเพื่อเข้าไปชม น้ำตกธารมะยม ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ กช.1 (ธารมะยม) ประมาณ 500 เมตร แฝงตัวท่ามกลางธรรมชาติที่เต็มไปด้วยต้นไม้และสายน้ำ อันเป็นเส้นทางเดียวกับรอยเสด็จประพาสของ พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ที่เคยเสด็จประพาสมาชมความสวยงามและได้ลงพระนามาภิไธยไว้ยังน้ำตกแห่งนี้อีกด้วย นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.7) และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ยังเคยเสด็จประพาสชมความงดงามน้ำตกแห่งนี้เช่นกัน โดยเฉพาะที่บริเวณชั้น 3 จะมีความสวยงามและเป็นสถานที่ที่เจ้านายชั้นสูงชื่นชอบเป็นอย่างมาก
อีกหนึ่งกิจกรรมที่ฉันติดตาตรึงใจเหลือหลาย นั่นคือการได้นั่ง "เรือมาด" ที่นักท่องเที่ยวหลายคนแอบเรียกว่า "เรือกอนโดลาเมืองไทย" เหตุเพราะมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึง จะต่างกันเล็กน้อยตรงที่เรือมาดสัญชาติไทยนั้นขุดจากต้นตะเคียนต้นเดียวทั้งลำ (หวาดเสียวดีมั้ยล่ะ!!) สามารถนั่งได้ลำละ 4 คนเป็นอย่างมาก จะมีโต๊ะคั่นกลางและมีร่มกางเพื่อป้องกันแสงแดดในยามบ่าย
สำหรับเส้นทางล่องเรือมาดยลธรรมชาตินั้น ทางเจ้าภาพเลือก "คลองสลักคอก" ให้ชมตลอดสองฟากฝั่งนอกจากจะเต็มไปด้วยป่าโกงกางแดง ป่าชายเลนยังนับว่ามีความสมบูรณ์มากที่สุดบนเกาะช้าง ด้วยพื้นที่ประมาณ 670 ไร่ ส่งผลให้ที่นี่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ตัวอ่อนของสัตว์น้ำต่างๆ แถมยังทำหน้าที่เป็นปราการช่วยป้องกันการพังทลายของชายฝั่ง ช่วยลดความเร็วลมที่เข้ามาปะทะฝั่ง อีกทั้งยังเป็นแหล่งประมงพื้นบ้านที่สำคัญบนเกาะช้างอีกด้วย เมื่อเห็นประโยชน์มหาศาลจากธรรมชาติสองฝั่งคลอง ชาวบ้านจึงรวมตัวกันจัดตั้งชมรมการท่องเที่ยวพื้นบ้านสลักคอกขึ้น เพื่อดูแลและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในการดำรงชีวิต และเพื่อสร้างเอกลักษณ์สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย
ก่อนจะแพ็กกระเป๋ากลับบ้าน ชาวเกาะช้างทำให้ฉันและเพื่อนๆ ต้องกลับบ้านพร้อมอาการปวดกระบอกตาแปลบปลาบ!! จากทริปส่งท้ายที่พาเข้าเยี่ยมชม โรงเรียนสลักเพชร อันเพียบพร้อมไปด้วยมาตรฐานสูงสุด (เขาว่าอย่างนั้น) แม้จะมีโอกาสชมอย่างเฉียดๆ แต่ก็ทำเอาหลายคนต้องรีบกระชากผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดน้ำลาย เพราะความอยากได้ไปตามๆ กัน สุดท้ายที่ทำได้ก็แค่ผลัดกันแอ็กท่าเก็บภาพความประทับใจไว้เป็นหลักฐาน เพราะสถานที่แห่งนี้ใช่ว่าจะมีแค่ที่ท่องเที่ยว และสิ่งสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีเส้นทางประวัติศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงน่ะสิคู้ณ...
เรื่อง - ภาพ... "อรพินท์ ศรีธร"



