
ประชาสังคมผนึกกำลังร่วม “ประชารัฐเพื่อสังคม”
....
ประชาสังคมผนึกกำลังร่วม “ประชารัฐเพื่อสังคม” Quick Win จ้างงานคนพิการ
จากการเดินหน้าโครงการประชารัฐเพื่อสังคม ตามการดำเนินงานระยะเร่งด่วน (Quick Win) ใน 5 ประเด็น หนึ่งในประเด็นสำคัญ คือการจ้างงานคนพิการ ตามเป้าหมายเห็นผลระยะเวลาอันใกล้นี้ (ปี 2560-2561)เป็นการเปิดพื้นที่ความร่วมมือผ่าน คณะทำงานประชารัฐเพื่อสังคมด้านเพื่อการส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของคนพิการขับเคลื่อนงานในภาคธุรกิจ อาศัยศักยภาพและความร่วมมือของ 3 ภาคส่วนสำคัญ คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาคประชาสังคมโดยมีแกนนำสำคัญ คือ มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ที่กำลังร่วมขับเคลื่อนประสานการทำงานเพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องในขณะนี้
นายอภิชาติ การุณกรสกุล ประธานกรรมการมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมกล่าวว่า เป้าหมายประเด็นงานคนพิการ จุดเริ่มต้นคือ ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 กำหนดว่า สถานประกอบการภาครัฐและเอกชนต้องรับคนพิการเข้าทำงาน ในอัตราส่วน 1 :100 คน โครงการประชารัฐเพื่อสังคมร่วมขับเคลื่อนประเด็นนี้ ควิกวินเป็นการดำเนินงาน “เร่งลงมือทำ ใช้เวลาไม่มาก แต่ให้ผลเร็ว” หนึ่งใน 5 ด้าน คืองานของการทำให้คนพิการมีอาชีพและมีงานทำมากขึ้น โดยแบ่งเป็นส่วนของภาคเอกชนและภาครัฐ โดยมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม สนับสนุนความร่วมมือโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงคือ การขับเคลื่อนในภาคเอกชนที่ได้ทำงานนำร่องมาก่อนแล้ว 2 ปี เข้าปีที่ 3 ร่วมกับประชารัฐเพื่อสังคมนี้ ซึ่งด้านภาครัฐมีผู้นำหลักคือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ(พก.)
นายอภิชาติกล่าวต่อว่า ที่มาตามสถานการณ์ ภาคเอกชนจะต้องการคนพิการทำงานทั้งระบบแล้ว ประมาณ 60,000 คน มี 3 แนวทางซึ่งเป็นตัวเลือกตามกฎหมาย คือ มาตรา 33 ตามพ.ร.บ.รูปแบบจ้างเป็นแรงงานเป็นพนักงาน ทางเลือกต่อมาคือ การให้สัมปทานตามมาตรา 35 มี 7 วิธีย่อย มูลนิธิฯเราจะใช้คำว่า สนับสนุนอาชีพคนพิการ เพื่อให้เห็นชัดว่า เป็นความแตกต่างจาก ม.33 ทั้งสองวิธีที่กล่าวไปแล้วนี้ คนพิการจะได้รับการสนับสนุนอาชีพโดยตรง เงินส่งตรงถึงคนพิการ ถ้าทำงานก็ได้รับเงินเดือนเป็นค่าจ้าง รูปแบบการสนับสนุนอาชีพได้รับเป็นมูลค่ายอดรวมในปีนั้นๆ หากทั้ง 2 วิธีทำแล้วรวมกันยังไม่ครบตามอัตราที่กำหนด เหลือวิธีที่ 3 คือการส่งเงินเข้าพก. เรียกว่า มาตรา 34 แล้วทำหน้าที่ตามกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการจำนวนคนพิการที่เข้าพิจารณาแต่ละมาตรา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตัวเลขจำนวนนพิการที่ได้รับการจ้างงานตามม.33คือ30,000คนและม.35 จากจำนวน1,000คน ขึ้นไปจนถึง 6,000-7,000คน ซึ่งสองมาตรารวมกันประมาณ 40,000 ต่อปี มีความแตกต่างประมาณ 20,000 ทุกปี (มูลค่า 109,500 ต่อคนต่อปีที่บริษัทต้องจ่ายเข้ากองทุนฯ) จากสาเหตุนี้ทำให้มีเงินในกองทุน 10,000 ล้านบาท
“มูลนิธิฯมองเห็นว่า น่าจะมีวิธีที่เป็นประโยชน์ต่อคนพิการมากขึ้นจึงร่วมกันหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้จำนวนคนพิการที่ได้รับการจ้างงานตาม ม.33 และ ม.35 เพิ่มขึ้นอีกเร็วกว่าวิธีที่ขยับตามธรรมชาติที่เป็นอยู่ มูลนิธินวัตกรรมทางสังคมกลายเป็นตัวเร่งในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ โดยได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือกับ สสส. วิธีเป็นตัวเร่งโดยเริ่มจากคำถามที่ว่า ทำไมการจ้างงานพิการถึงชะลอตัวและหยุดระดับที่เป็นอยู่ ทั้งๆที่ความต้องการของสถานประกอบการมีอยู่สิ่งที่พบคือ คนพิการที่มีศักยภาพมีความพร้อมที่จะเข้าสู่สถานประกอบการ น่าจะเข้าสู่สถานประกอบการเกือบหมดแล้ว”นายอภิชาตกล่าว
ประธานกรรมการมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมเปิดเผยต่อว่า จากนั้นทีมมูลนิธิได้ลงพื้นที่ค้นหา สำรวจคนพิการในต่างจังหวัด ซึ่งขณะนี้มีคนพิการที่ขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการไว้ ประมาณ 1.7 ล้านคน มีจำนวนคนวัยทำงานร้อยละ 50 จากจำนวนทั้งหมด คือ ประมาณ 800,000 คน ในจำนวนนี้มีคนแจ้งความจำนงสามารถทำงานได้ แต่ยังไม่มีงานทำประมาณ 400,000 คน นอกจากปัจจัยการศึกษา ความสามารถและความพิการแล้ว พื้นที่ที่อยู่อาศัยภูมิลำเนาต่างจังหวัดมีผลทำให้การย้ายถิ่นฐานที่งานมาในเมืองใหญ่อาจไม่ใช่เรื่องสะดวกนัก ถือเป็นทั้งต้นทุนและความเสี่ยงอีกด้วย
จากการสำรวจความต้องการการทำงานของคนพิการโดยมูลนิธินวัตกรรม ยังพบว่า 1. คนพิการต้องการงานที่ใกล้บ้านอยู่ในภูมิลำเนาที่อาศัยอยู่ปัจจุบัน ไม่ต้องปรับตัวเริ่มต้นใหม่กับชีวิตในเมือง และเสี่ยงกับค่าครองชีพสูง การเดินทางไม่สะดวก และ 2. งานนั้นต้องสอดคล้องกับความสามารถการศึกษา อาจไม่ใช่งานที่ตั้งคุณสมบัติสูงจนเกินไป เพราะคนพิการเองไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษามาก แต่มีความสามารถในการทำงานเมื่อสำรวจถึงลักษณะงานตามความต้องการพบว่า มีหน่วยงานสาธารณะประโยชน์ต่างๆในพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) สามารถเปิดโอกาสให้คนพิการที่สามารถทำงานได้ โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็กฯ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากไม่เป็นภาระงบประมาณเพิ่มเติมหน่วยงานเหล่านี้ย่อมยินดีรับจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเชิญชวนสร้างความร่วมมือกับบริษัทเอกชนเพื่อสนับสนุนคนพิการ แต่ไม่จำเป็นต้องไปทำงานที่บริษัทหรือสถานประกอบการนั้นโดยตรง แต่มาจ่ายเงินสนับสนุนคนพิการ คุณสมบัติอาจไม่ตรงกับความต้องการของบริษัท แต่คนพิการมีคุณสมบัติที่พอทำงานให้กับหน่วยงานในพื้นที่และอาศัยอยู่ในภูมิลำเนาเดิมนั้น หน่วยงาน เช่น รพ.สต. พร้อมจะรับด้วย เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย คนพิการมีงานทำ รพ.สต.ได้คนไปช่วย บริการในชุมชนดีขึ้น บริษัทใช้เงินเท่าเดิม รวมทั้งได้ความรับรู้ว่า บริษัทส่งเสริมให้คนพิการสามารถพึ่งพาตัวเองได้ เกิดประโยชน์ต่อสังคม บริษัทรู้สึกถึงการนำงบประมาณไปทำงานให้กับสังคมอย่างแท้จริง
นายอภิชาติกล่าวถึงการดำเนินโครงการว่า หลังจากนั้นเริ่มต้นดำเนินงานในปี 2557 และจ้างงานคนพิการในปี 2558 บริษัทที่ร่วมนำร่อง 20 บริษัท คนพิการได้งานทำ 200 คน ปี 2559 มีบริษัทเข้าร่วม 100 บริษัท มีคนพิการมีงานทำและส่งเสริมอาชีพคนพิการจำนวน 1,500 คน ไม่ใช่มูลนิธินวัตกรรมทำงานคนเดียว แต่เป็นภาคีที่เกี่ยวข้องกับคนพิการเข้ามาร่วมกันและปีล่าสุด ปี 2559 และจ้างงานส่งเสริมอาชีพในปี 2560 โดยโครงการประชารัฐเพื่อสังคมเข้าร่วมส่งเสริมผลักดัน ยกระดับงานในเชิงนโยบาย ทำให้เกิดความสนใจมีบริษัทเข้าร่วมกว่า 400 บริษัท คนพิการมีงานทำเพิ่มเป็น 7,000 คน ตามรายงานประชารัฐเพื่อสังคมที่ได้รับโอกาสในครั้งนี้ และโครงการประชารัฐเพื่อสังคมมีเป้าหมายว่า ใน 2 ปีต่อไปนี้ จะเพิ่มการจ้างงานคนพิการให้ได้ถึง 16,000 คน
“ในเบื้องต้นนี้อยากจะให้บริษัทและสถานประกอบได้ตระหนักถึง สถานการณ์รูปแบบทางเลือกและวิธีการ ที่เป็นประโยชน์โดยตรงกับคนพิการ และไม่เป็นภาระกับบริษัท อยากเชิญชวนให้เข้าร่วมสนับสนุนคนพิการโดยตรง และอยากให้มองในมุมที่ว่า ความจริงบริษัททั้งหลายมีเป้าหมายในการช่วยเหลือสังคม เปลี่ยนจากการส่งเข้ากองทุนฯ เป็นการส่งเสริมคนพิการโดยตรง การเปลี่ยนมุมความคิดถือเป็นจุดสำคัญ”นายอภิชาติกล่าว
นอกจากนี้ นายอภิชาตยังกล่าวอีกว่า มูลนิธินวัตกรรมทางสังคมและภาคีคนพิการพร้อมจะช่วยเหลือทั้งกระบวนการในรูปแบบนี้ คนพิการที่มีความต้องการจะสื่อสารผ่านเครือข่าย ภาคี มูลนิธิฯชี้แจ้งความต้องการสนับสนุนและมีพื้นที่ใดบ้างทั่วประเทศ บริษัทไม่ได้ต้องไปหาคนพิการเพียงแจ้งความจำนงร่วมกับทางมูลนิธิได้ เรามีฐานข้อมูลความต้องการรออยู่ เรื่องการดำเนินงานเชิงกระบวนการเอกสารทางมูลนิธิร่วมกับบริษัททั้งกระบวน ถึงเวลาจ่ายเงินให้คนพิการ สามารถจ่ายตรงให้คนพิการไม่ต้องผ่านมูลนิธิฯอยู่แล้ว บางบริษัทสามารถยกระดับไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาสงานที่มีคุณค่าให้กับคนพิการ ลดความยากจนได้อีกทางหนึ่ง
นายอภิชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า หากเป็นแนวทางตามนโยบายประชารัฐนั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กลไกที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง social inclusion เป็นสิ่งหนึ่งที่บริษัททำได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่ม รวมทั้งภาครัฐเองมีส่วนช่วยในการสื่อสาร ช่วยผ่อนคลายข้อติดขัดระเบียบ เช่น การขยายเวลาการจ้างงานจากปลายปี 2559จนถึงเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา โครงการนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พม. กระทรวงแรงงาน และภาคีคนพิการอีกมากมาย
ด้านนางสาวรุ่งนภา มาลา ผู้พิการทางสายตา กล่าวว่า เมื่อพิการชีวิตต้องดำเนินต่อไป ต้องเลือกยอมรับในสิ่งที่เป็นและเข้าร่วมพัฒนาความรู้ด้านอักษรเบลล์ คอมพิวเตอร์ที่มูลนิธิพิทักษ์ดวงตาลำปาง จนกระทั่งมีโอกาสได้รับการจ้างงานจากบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งครูพี่เลี้ยงประจำโรงเรียนดูแลนักเรียนตาบอด สอนเด็กๆให้ปลูกผัก และให้นักเรียนเกาะแถวกันไปร่วมขายในตลาด ทำให้มีรายได้ ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวได้อีกทางทำให้ชีวิตสามารถดำเนินต่อไปได้ดีขึ้น
และนางสาวสาลี่ เสมาชัย ครูสอนหัตถกรรมพื้นบ้าน สื่อสารภาษามือว่า ป้าพูดไม่ได้ แต่สามารถทำให้นักเรียนดู เด็กๆสามารถทำผลงานออกมาได้ ได้เข้าร่วมโครงการจ้างงานคนพิการในชุมชน กับโรงเรียนบางคนที จังหวัดสมุทรสาคร อยากแสดงให้เห็นว่า แม้ว่าร่างกายพิการแต่ก็สามารถทำงานได้ถ้ามีความตั้งใจและมีโอกาสตรงนี้
โครงการครั้งนี้ทำให้เห็นความร่วมมือชัดเจน และความพยายามที่จะทำให้สำเร็จร่วมกัน ตามแนวทางประชารัฐเพื่อสังคมครั้งนี้ ถือเป็นอีกจุดร่วมที่สำคัญที่มีพื้นที่ ซึ่งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมมาร่วมพูดคุยและมีหากมีข้อติดขัดจะร่วมกันแก้ไข และดำเนินงานให้เกิดความสำเร็จเพื่อให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป



