
รุกลดสิงห์อมควัน 3 ชายแดนใต้
....
รุกลดสิงห์อมควัน 3 ชายแดนใต้
ต้องเริ่มกลไกที่ “ครอบครัว ศาสนา และชุมชน”
อีกหนึ่งกรณีศึกษาจากพื้นที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการใช้กลไกหรือพลังของ “ครอบครัว ศาสนา และชุมชน” เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาสุขภาพชุมชน
จากความคุ้นเคย ที่ส่งต่อกลายเป็นวัฒนธรรมและค่านิยมมายาวนานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้พี่น้องซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิมมีสัดส่วนจำนวนผู้สูบบุหรี่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั้งประเทศถึง 25 % และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่มากขึ้นเรื่อยๆ
ที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีในชุนชนท้องถิ่นทั่วประเทศ สำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พยายามสร้างแรงกระเพื่อมและพัฒนากลไกเพื่อลดจำนวน “นักสูบ” ทั่วไทย รวมถึงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้หลายกลไกเป็นเครื่องมือด้วยหวังผลการสร้างสุขภาวะระยะยาวให้กับพี่น้องในพื้นที่รวมถึงการขับเคลื่อนของ “เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่” ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักสุขภาพชุมชน (สำนัก 3) ที่ร่วมทำงานกับภาคี หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งมี สมพร ใช้บางยาง เป็นประธานเครือข่าย ฯได้ นำคณะผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และผู้ที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ ของ 27 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกันประกาศความตั้งใจที่จะควบคุมการสูบบุหรี่ในพื้นที่ให้ลดน้อยลงให้ได้ภายใน 6 เดือน ผ่าน ปฏิญญา “เลิกสูบก็เจอสุข : ปฏิบัติการ ลดพื้นที่สูบ เพิ่มพื้นที่สุข” ซึ่งในกระบวนการนี้ ยังเป็นการดึงพลังของ “ผู้นำชุมชน” เข้ามาเสริมกลไก ร่วมกับมาตรการ “ครอบครัว ศาสนา และชุมชน” เพื่อทำงานร่วมกันผลักดันแนวทางดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงและสอดรับกับกลุ่มเป้าหมาย
ภายใต้ปฏิญญาดังกล่าว ได้กำหนดเป้าหมาย 3 ข้อ คือ 1. สร้าง “บ้านไร้ควัน”จำนวน 990 ครัวเรือน เพื่อเป็นต้นแบบ ลด ละ เลิก คนสูบ และป้องกัน คนในครอบครัวจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง และมือสาม 2. สร้าง “ศาสนสถานปลอดบุหรี่ต้นแบบ” จำนวน 66 แห่ง โดยการบังคับใช้กฏหมายในพื้นที่อย่างเคร่งครัด โดยการใช้กลไลทางศาสนา และทางชุมชนในการกำหนดมาตราการร่วมเพื่อให้เกิดการควบคุมพื้นที่
อย่างจริงจัง และ 3. สร้าง “คลินิกช่วยเลิกบุหรี่ต้นแบบ โดยชุมชน” จำนวน 23 แห่ง ที่ดำเนินการโดยชุมชน เป็นกลไกเสริมให้ผู้สูบบหรี่สามารถลด ละ เลิกบุหรี่
กลไกสำคัญของการรณรงค์สร้างพื้นที่ปลอดบุหรี่ต้องเริ่มจาก “ผู้นำ” ซึ่งเป็นเสาหลักของชุมชน ทั้ง ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. โต๊ะอิหม่าม ควรเป็นตัวอย่าง หากคนเหล่านี้ยังสูบก็จะไม่มีทางทำให้ชาวบ้านเลิกได้
อิสมาแอ หะยียูโซะ ผู้ใหญ่บ้าน ม.9ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง เป็นหนึ่งในผู้นำชุมชนต้นแบบที่ต้องการเป็นตัวอย่างของผู้ที่เคยสูบบุหรี่แล้วสามารถเลิกได้ โดยมีเป้าหมายคืออยากสร้างแรงบันดาลใจให้กับชาวบ้านเห็นและปฏิบัติตาม หลังจากสูบบุหรี่ตั้งแต่วัยรุ่น ปัจจุบันอิสมาแอเลิกบุหรี่ได้อย่างเด็ดขาด 6 ปี แล้วตั้งแต่ตอนอายุ 34 ปี
อย่างไรก็ดีเขายอมรับว่ากว่าจะเลิกได้ก็กลับมาสูบใหม่อีกหลายหน เพราะความเคยชิน และยังต้องคลุกคลีกับคนที่ยังสูบ แต่สุดท้ายเพราะมีปัญหาสุขภาพหนักขึ้น ทั้งจากการได้ฟังคำสอนทางศาสนาอิสลามที่มีบัญญัติกำหนดว่า การสูบบุหรี่เป็น “ฮารอม” หรือข้อห้าม ทำให้ตัดสินใจเลิกครั้งสุดท้าย
เขาบอกว่าคนในครอบครัวมีบทบาทสำคัญอย่างมากที่ยิ่งทำให้เขาตัดสินใจเลิกได้
“พอลูกเห็นผมถือบุหรี่ก็จะบ่น “เอาไปทิ้งเลยนะ” คือบางทีคนอื่นพูดเราไม่ฟัง แต่พอลูกพูดแล้วเรารู้สึกอาย ซึ่งเด็กๆ เองเขาก็ได้ครูสอนให้มาคุยกับพ่อแม่ขอให้เลิกบุหรี่ ถือว่าวิธีที่ได้ผลพอสมควร” อิสมาแอเล่า
ด้าน อับดุลลาเต๊ะ มะทา โต๊ะอิหม่ามในพื้นที่ ต.เฉลิม อ.ระแงะ จ. นราธิวาส เล่าถึงอีกมาตรการสำคัญคือการทำให้ศาสนสถานเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่อย่างแท้จริง ซึ่งในทางศาสนาอิสลาม การสูบบุหรี่เป็นสิ่งไม่ดี ดังนั้นจึงต้องทำให้พื้นที่มิสยึดปลอดจากบุหรี่ โดยเริ่มแรกหากยังไม่สามารถทำได้จริง อาจต้องจัดพื้นที่เฉพาะให้คนสูบ
นอกจากนี้ ทุกวันศุกร์หลังจากอ่าน “คุตบะห์” หรือคำสอนทางศาสนาอิสลามตามปกติแล้วก็จะมีการเพิ่มเนื้อหาไม่ให้ชาวบ้านไปสูบบุหรี่เพิ่มเติม ต้องพูดเรื่อยๆ บ่อยๆ อีกหน่อยสมาชิกก็จะเริ่มรับฟัง และคล้อยตามเอง
ซึ่งเดิมที โต๊ะอิหม่าม อับดุลลาเต๊ะ ก็เป็นนักสูบคนหนึ่ง เขาเริ่มสูบบุหรี่เพื่อให้คลายความหนาวเย็นตั้งแต่สมัยไปเรียนที่อียิปต์ และแม้กลับมาไทยแล้วก็ยังสูบต่อเนื่อง จนสุดท้ายค่อยๆ เลิกไปทีละน้อย เพราะคิดว่าต้องเป็นต้นแบบให้ชาวบ้าน หากจะสอนเขาให้เลิกบุหรี่มาหามะพับลี หะยีวาจิ ผอ.กองสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม อบต.เฉลิม กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากมัสยึดแล้วในพื้นที่อื่นๆ ทั้ง อบต. สถานที่ราชการต่างๆ ต้องประกาศเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ทั้งหมด ยิ่งตัวของผู้นำชุมชนยิ่งต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าไม่สูบบุหรี่ หากใครทำไม่ได้ก็ต้องไปแอบสูบไม่ให้คนอื่นเห็น มาตรการต่างๆ เหล่านี้ทำให้ทาง ต.เฉลิม ตั้งเป้าว่าจะลดจำนวนประชาชนที่สูบบุหรี่ให้ได้ 35 %ข้อมูลจาก ปารีดะ แก้วกรด นักวิชาการสาธารณสุข ต.บูกิต ที่สะท้อนภาพให้ว่า ต.บูกิต มี 3,200 ครัวเรือน กว่า 80 % เป็นครอบครัวที่มีคนสูบบุหรี่ ตลอดเวลาที่ผ่านมาจะเห็นว่าชาวบ้านหลายคนในชุมชนป่วยเป็นโรคจากการสูบบุหรี่ทะยอยเข้ารับการรักษาตัว หลายโรคไม่ใช่สูบแล้วเป็นเลย แต่สะสมไปเรื่อยกว่ากจะรู้ตัวก็เป็นเวลานาน ซึ่งทางชุมชนตั้งเป้าจะลดให้ได้ 10 % ใน 6 เดือนนี้ โดยมีการจัดตั้งคลีนิคเลิกบุหรี่ของชุมชน และจะใช้รูปแบบจากการขยายผลต่อเนื่อง เดิมทุกวันศุกร์ หลังละมาดจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจ เบาหวาน ความดันและโรคอื่นๆ ที่มัสยิด โดยจะไปเพิ่มเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) มาช่วยบำบัดเยียวยาช่วยผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ หรือพูดคุยเพื่อให้คนที่สูบบหรี่หันไปเลิกบุหรี่ ซึ่งจุดเด่นของ ต.บูกิต อยู่ที่การเริ่มนำสมุนไพรท้องถิ่นอย่างรางจืดมาช่วยลดความอยากให้ผู้ติดบุหรี่ให้เลิกได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
“บุหรี่” อีกโจทย์สำคัญของแต่ละชุมชนจะต้องผนึกกำลังสร้างความร่วมมือร่วมมือใจหาทางจำกัดการสูบบุหรี่ในพื้นที่ให้ลดน้อยลงไปตามเป้าที่แต่ละคนวางเอาไว้ โดยเฉพาะช่วงการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนของพี่น้องชาวมุสลิม ก็เป็นอีกโอกาสอันดีที่จะเริ่มต้นเลิกสูบบุหรี่ เพื่อความสุขของตัวเอง ครอบครัว และชุมชน



