Kom Lifestyle

หอบหืดเฉียบพลัน เพชฌฆาตหน้าฝน

หอบหืดเฉียบพลัน เพชฌฆาตหน้าฝน
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะวิธีเลือกเครื่องพ่นยาให้ถูกต้อง ลดการเสียชีวิตจากหอบหืดเฉียบพลัน เพื่อการใช้ชีวิตช่วงหน้าฝนได้อย่างไร้กังวล

 

      ในช่วงหน้าฝนนี้ แม้จะได้ความชุ่มฉ่ำมาช่วยดับร้อน แต่ก็มาพร้อมโรคอันตรายอีกมากมาย โรคหอบหืดก็เป็นอีกหนึ่งภัยร้ายที่มาพร้อมหน้าฝน เพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความชื้นที่ทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย ล้วนเป็นสาเหตุหลักที่กระตุ้นให้เกิดภาวะหอบหืดเฉียบพลันโรคหืดเป็นโรคเรื้อรังที่สร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก

       เนื่องจากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจ จึงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย ตั้งแต่ความไม่สบายตัวเล็กๆ น้อยๆ หายใจไม่สะดวก จนถึงอันตรายถึงแก่ชีวิต

      ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง อรพรรณ โพชนุกูล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านโรคภูมิแพ้ โรคหืด และระบบหายใจ และประธานชมรมผู้ป่วยโรคหืด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ อธิบายว่า“โรคหอบหืดยังไม่มีการรักษาโรคให้หายขาดได้ เป้าหมายของการรักษาผู้ป่วยที่จับหืดบ่อยจึงเป็นการลดความรุนแรงของโรคด้วยการใช้ยาให้เหมาะสมเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

        อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงที่มากับหอบหืดคือภาวะจับหืดเฉียบพลัน (acute asthma attack)ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน

     โดยปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหืดในประเทศไทยประมาณ1,000คนต่อปี มีสาเหตุหลักมาจากการที่ผู้ป่วยซึ่งมีภาวะหอบหืดชนิดเฉียบพลันไม่สามารถดูแลตนเองได้ในขณะที่มีอาการ โดยพ่นยาไม่ถูกต้อง พ่นยาช้า หรือเดินทางไปถึงโรงพยาบาลไม่ทันปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะจับหืดเฉียบพลัน อาจมาจากการใช้ยาไม่สม่ำเสมอ การใช้ยาไม่ถูกต้อง หรือหลอดลมของผู้ป่วยมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นอย่างรุนแรง

      โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยเข้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลจากอาการของโรคหืดมากกว่าปีละ1ล้านครั้ง”

หอบหืดเฉียบพลัน เพชฌฆาตหน้าฝน

    ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง อรพรรณกล่าวว่า  หลอดลมของผู้ป่วยโรคหืดไวต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ เมื่อสัมผัสสิ่งกระตุ้น หลอดลมจึงหดตัวตีบแคบลง ส่งผลให้เกิดอาการหอบ หายใจลำบากผู้ป่วยโรคหืดในภาวะปกติจะมีอาการไอในตอนเช้า และตอนกลางคืนมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล

      โดยทุก 2 ใน 3 รายมักมีโรคภูมิแพ้หูคอจมูกร่วมด้วยแต่ในภาวะจับหืดเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการไอเป็นชุดๆ หายใจลําบากชัดเจนแม้ขณะพัก หายใจเสียงดังหวีด แน่นหน้าอก หายใจหน้าอกบุ๋ม

    ในรายที่รุนแรงมากอาจไม่สามารถพูดเป็นประโยคปกติได้ พูดได้เป็นคําๆ หรือวลีสั้นๆเท่านั้น มีการใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจมากขึ้น ความรู้สึกตัวลดลง ซึมลงหรือสับสน หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจเสียชีวิตได้เนื่องจากสมองและอวัยวะสำคัญขาดออกซิเจน

    “เราไม่สามารถรู้ได้ว่าอาการหอบหืดแบบเฉียบพลันจะเกิดขึ้นตอนไหน ดังนั้น ผู้ป่วยโรคหืดทุกคนควรมีแผนปฏิบัติการเมื่อมีอาการหืดกำเริบเฉียบพลัน(asthma action plan)ซึ่งประกอบด้วย อาการของหืดกำเริบ การดูแลตนเองเบื้องต้นเมื่อมีอาการหืดกำเริบเฉียบพลัน และเมื่อไหร่ต้องมาโรงพยาบาล

     ซึ่งหมอร่วมกับทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ พร้อมทั้งการพ่นยา การหลีกเลี่ยงสิ่งกระต้น และเตือนการพบแพทย์ ชื่อว่าAsthma Care applicationซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากมือถือทั้งระบบiOSและAndroid

    นอกจากนี้ผู้ป่วยและครอบครัวของคนที่เป็นโรคนี้ ควรมียาพ่นบรรเทาอาการ พกไว้ติดตัวเสมอเพื่อใช้ในการบรรเทาอาการให้ทันท่วงที และลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากภาวะหอบหืดเฉียบพลันได้ในกรณีที่ไปรักษาที่โรงพยาบาลไม่ทันโดยการใช้ยาแบบพ่นสูด (nebulizer)มีข้อดีคือพ่นยาได้ง่าย ไม่ต้องอาศัยเทคนิคและความร่วมมือจากผู้ป่วยและตัวยาจะเข้าสู่ตำแหน่งทางเดินหายใจโดยตรง ทำให้ช่วยลดอาการจับหืดและมีผลข้างเคียงน้อย

    ผู้ป่วยควรให้ความสำคัญกับการพิจารณาขนาดอนุภาคของละอองยาที่พ่นออกจากเครื่องพ่นมา พร้อมกับปริมาณยาที่ได้รับจากการพ่น ว่ามีประสิทธิภาพในการลดการตกค้างของตัวยาในกระบอกยาได้มากเพียงใด”ศ.พญ. อรพรรณ กล่าวเสริม

      “ขนาดอนุภาคของละอองยาที่เหมาะสมกับตำแหน่งบนทางเดินหายใจที่อนุภาคตกเกาะ คืออยู่ในช่วง2-5ไมครอน คือเล็กพอให้ตัวยาไปตกในส่วนของหลอดลมบรองไค (Bronchi)และหลอดลมบรองคิโอล (Bronchioles)และให้ยาออกฤทธิ์ที่ทางเดินหายใจส่วนล่างในผู้ป่วยที่สามารถหายใจได้เองหากขนาดอนุภาคใหญ่กว่า5ไมครอนขึ้นไป ตัวยาจะไปเกาะในส่วนบนของระบบทางเดินหายใจส่วนบน (Upper airway)เช่น ส่วนจมูก หรือปาก ทำให้ยาออกฤทธิ์ไม่ตรงจุดตัวเครื่องพ่นยาควรปรับเข้ากับจังหวะการหายใจของผู้ป่วยได้เพื่อไม่ต้องนำอุปกรณ์เป่าปากออกขณะพ่นยาในช่วงจังหวะหายใจออก เป็นการช่วยให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณยาแบบไม่ขาดตอนและลดการสิ้นเปลืองของตัวยา และควรหลีกเลี่ยงวาล์วที่มีส่วนประกอบของซิลิโคน เพราะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย เสี่ยงติดเชื้อต่างๆ และยากต่อการทำความสะอาด”

       “นอกจากการดูแลตนเองให้อบอุ่นอยู่เสมอ ไม่เข้าๆ ออกๆ ห้องแอร์บ่อยๆ รวมถึงดูแลแวดล้อมให้ปราศจากสิ่งกระตุ้นที่มักทำให้ผู้ป่วยโรคหืดมีอาการกำเริบ ได้แก่ ขนสัตว์ ไรฝุ่น เชื้อรา ต้นไม้หรือละอองเกสรดอกไม้ และสิ่งระคายเคืองอื่นๆ เช่น สารเคมี กลิ่นฉุน ควันบุหรี่ และมลภาวะเลี่ยงการการออกกำลังกายหักโหม ระวังตัวไม่ให้ติดเชื้อโรคหวัดหรือมีการติดเชื้อทางเดินหายใจ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดควรไปรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละครั้ง และควรดูแลสภาพอารมณ์ด้วย ไม่ให้เกิดความเครียด อาการตกใจ เสียใจ โกรธ หรือตื่นเต้น”ศ.พญ. อรพรรณ กล่าวสรุป

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง