Kom Lifestyle

ชงตั้ง"ศูนย์สั่งการรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน" 80 จุดทั่วประเทศ

ชงตั้ง"ศูนย์สั่งการรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน" 80 จุดทั่วประเทศ
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

สพฉ.จัดประชุม กพฉ.สัญจรพื้นที่ห่างไกล-ในเมืองประเมินและอุดช่องโหว่ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เดินหน้าจัดตั้งศูนย์สื่อสารสั่งการฯ 80 ศูนย์ทั่วประเทศมีทีมแพทย์ประจำ

       สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จัดการประชุมคณะกรรมการแพทย์ฉุกเฉิน (กพฉ.)สัญจรครั้งที่ 9 ที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยภายในงานได้มีการจัดประชุมเรื่องนโยบายและยุทธศาสตร์ในการทำงานร่วมกัน ระหว่าง กพฉ.และสพฉ.  พร้อมกันนี้ยังได้มีการศึกษาดูงานการจัดระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณ  หน่วยกู้ชีพท่ากระดาน มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ และ หน่วยบินสกายดอกเตอร์ ของจังหวัดกาญจนบุรี และวันสุดท้ายของการประชุม ร.อ.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสพฉ. นำคณะผู้เข้าประชุมจากสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และบริษัททริสคอร์เปอร์เรชั่น เข้าร่วมเยี่ยมชมการทำงานของโรงพยาบาลกรุงเทพสำนักงานใหญ่ด้วย  

ชงตั้ง"ศูนย์สั่งการรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน" 80 จุดทั่วประเทศ

       ร.อ.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าวว่า  สพฉ.มีกองทุนการแพทย์ฉุกเฉินที่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาล เป็นประจำทุกปี และในทุกๆ ปีผู้แทนจากองค์กรเหล่านี้ จะลงมาติดตามความคืบหน้า หรือติดตามงานในเชิงประจักษ์ของการใช้งบประมาณของการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งปกติเราจะมีการประเมินและจัดส่งเอกสารให้เป็นประจำอยู่แล้ว  โดยจากการลงพื้นที่ทั้งในต่างจังหวัดและในกรุงเทพมหานครจะทำให้หน่วยงานเหล่านี้ไปพิจารณางบประมาณ ในเรื่องของกองทุนการแพทย์ฉุกเฉินให้พอเพียงได้  ทั้งนี้เราได้พาเจ้าหน้าที่เข้าไปเยี่ยมชมการทำงานของระบบการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกล เช่น เทศบาลตำบลเอราวัณ เป็นท้องถิ่นที่อยู่ในอำเภอศรีสวัสดิ์ เขื่อนศรีนครินทร์ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวในจังหวัดกาญจนบุรี ที่ดำเนินการเรื่องการแพทย์ฉุกเฉินอย่างเป็นระบบและจะเป็นตัวอย่างให้ท้องถิ่นอื่นๆลุกขึ้นมาทำงานเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉินให้กับประชาชนในท้องถิ่นของตนเองได้

ชงตั้ง"ศูนย์สั่งการรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน" 80 จุดทั่วประเทศ

       นอกจากนี้เรายังได้พาผู้แทนจากสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และบริษัททริสคอร์เปอร์เรชั่นเข้าไปเยี่ยมชมการทำงานในพื้นที่สังขละบุรี ที่ดำเนินการวางระบบในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน ในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก โดยบางพื้นที่ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 12 ชั่วโมง ในการรับส่งผู้ป่วยโดยเราได้จัดระบบสกายดอกเตอร์มาดำเนินการในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้อย่างสะดวกขึ้น แต่ยังทั้งนี้ยังมีในส่วนที่ระบบยังไม่สมบูรณ์จึงเป็นจังหวะที่ดีในการที่เรามาสนับสนุนตรงนี้เมื่อเสร็จสิ้นการดูงานในต่างจังหวัด ได้พาผู้เข้าร่วมประชุมดูการทำงานของโรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ เพื่อทำการเปรียบเทียบกับการดำเนินงานของพื้นที่ในต่างจังหวัด ซึ่งโรงพยาบาลกรุงเทพเป็นเครือข่ายของการแพทย์ฉุกเฉินซึ่งเป็นลูกข่ายในศูนย์เอราวัณกรุงเทพมหานครที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางภาคพื้นดิน และทางอากาศ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่รับผิดชอบทางด้านงบประมาณเห็นต้นแบบในการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินของภาครัฐให้เป็นระบบอินเตอร์เนชั่นเนล สแตนดาร์ด ต่อไป

        “ ทั้งนี้ในอนาคต ผมอยากเสนอโมเดลในการพัฒนาการแพทย์ฉุกเฉิน โดยจะทำเป็นศูนย์สั่งการและรับแจ้งเหตุ 80 ศูนย์ทั่วประเทศที่มีแพทย์อำนวยการประจำทุกจุดให้ได้ หรือทำเป็น regional medical center ที่จะเป็นศูนย์อำนวยการที่มีแพทย์ประจำอยู่ทุกจุดและในอนาคตเราจะมีการขับเคลื่อนให้เกิด 13 ศูนย์หรือมากกว่านั้นให้ได้ ซึ่งหากเราทำได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างมาก” เลขาธิการ สพฉ.กล่าว

ชงตั้ง"ศูนย์สั่งการรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน" 80 จุดทั่วประเทศ

        ขณะที่ พญ.สมจินตนา เอี่ยมสรรพางค์  หัวหน้าแผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ กล่าวว่า หัวใจการทำงานของโรงพยาบาลกรุงเทพที่มีประสิทธิภาพเกิดจากการทำงานร่วมกันเป็นทีมเรามีการประสานงานที่เป็นระบบและการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ร่วมกันตามเป้าหมายของการเคลื่อนย้ายแบบทีมเซฟตี้ซึ่งจะให้เรานำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตได้อย่างปลอดภัยและดูแลเขาได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการสรุปบทเรียนการนำส่งผู้ป่วยแต่ละรายว่ามีความผิดพลาดอย่างไรบ้างเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาต่อไป ไม่เท่านั้นรพ.กรุงเทพ ยังมีแพทย์คอยให้คำปรึกษาตามจุดต่างๆ ในการรับส่งผู้ส่งโดยเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจะมีประโยชน์ในส่วนนี้อย่างมาก ขณะที่การดำเนินการระบบอีเอ็มเอสของเราเมื่อมีการโทรแจ้งเหตุมาที่ศูนย์ดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินของโรงพยาบาล เราก็จะจัดส่งรถปฏิบัติการออกไป 2 ระดับซึ่งจะประเมินตามอาการของผู้ป่วย โดยรถระดับแอ๊ดวานซ์ก็จะมีแพทย์ประจำการไปกับรถด้วยส่วนระบบเบสิกจะมีเจ้าหน้าที่พยาบาลอยู่บนรถคอยดูแลผู้ป่วย นอกจากนี้เรายังมีการให้บริการในระบบแอพพลิเคชั่นให้กับผู้ป่วยด้วย โดยระบบของแอพพลิเคชั่นจะเชื่อมต่อกับระบบ GPS ที่จะระบุพิกัดในการเข้ารับผู้ป่วยมาทำการรักษาได้อย่างแม่นยำด้วย

       "ยานพาหนะในการรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉินเรามีทั้งระบบน้ำ ระบบอากาศ ระบบภาคพื้นดินซึ่งประกอบไปด้วยรถพยาบาลฉุกเฉิน รถจักรยานยนต์ในการนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยจะพิจาณาในการปล่อยรถออกปฏิบัติการตามอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินของผู้ป่วยและสภาพพื้นที่ในการเข้ารับส่งผู้ป่วย  นอกจากนี้ ระบบการให้บริการของเราทุกตำแหน่งต้องทำงานในบางเรื่องที่สำคัญแทนกันได้ เช่น เข็นเปลให้เป็นหากเกิดกรณีที่พนักงานเปลไม่สามารถทำงานได้ โดยเราได้มีการฝึกให้แพทย์และเจ้าหน้าที่ได้ฝึกทำงานแทนกันในบางเรื่องที่สำคัญ ขณะที่ในส่วนของรถพยาบาลฉุกเฉินเราจะมีการออกแบบเพื่อเกิดความปลอดภัยทั้งต่อตัวผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ปฏิบัติงาน เป็นต้น การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และมีการฝึกอบรมคนขับไม่ให้ขับรถผ่าไฟแดง โดยเป็นกฎของโรงพยาบาลที่จะต้องหยุดทุกไฟแดงเราจะไม่แหกกฏ โดยหลักในการปฏิบัติต้องทำให้ทุกชีวิตปลอดภัยรับผิดชอบต่อสาธารณะ ไม่สร้างผู้ป่วยฉุกเฉินเพิ่มบนท้องถนน

      ด้านนพ.พิพัฒน์ ชุมเกษียร แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู FCE functional capacify Evaluation โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรงพยาบาลให้ความสำคัญกับบุคลากรที่ทำงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งเราจะมีการจัดทดสอบและดูแลพนักงานในทุกๆ ด้าน อาทิ การจัดทดสอบสมรรถภาพร่างกายให้พร้อมในการทำงานอยู่เสมอ โดยเราจะมีทีมแพทย์กายภาพมาประเมินสมรรถภาพร่างกายของพนักงานเราเป็นประจำ มีทีมแพทย์ทางด้านจิตวิทยามาให้คำปรึกษาและประเมินการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะคนขับรถเราจะมีกาประเมินอย่างเข้มข้น การจัดทำแบบทดสอบความสามารถในการตัดสินใจในการเหยียบเบรกการบังคับรถให้ปลอดภัย เป็นต้น 

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง