
การศึกษาก็ไม่พอ
สองวันก่อน นั่งดูเด็กที่มาอยู่ที่วัตร เด็ดยอดตำลึง ช่วงนี้หน้าฝน ตำลึงทอดยอดเต็มไปหมด ตำลึง เป็นผักที่ให้ธาตุเหล็ก ทำให้เลือดดี ครูคนหนึ่งอายุ ๒๙ หยิบยอดตำลึงขึ้นมาพลิกไปพลิกมา แล้วถามว่า เด็ดอย่างไร
ผู้เขียนค่อนข้างตกใจ ที่เขาไม่รู้อะไรเลย เราเด็ดหนวดออก แล้วเด็ดยอดตำลึงที่อ่อนๆ ยาวพอคำ คือ ประมาณ ๑ นิ้ว ไม่เกินหนึ่งนิ้วครึ่ง พอถึงก้านที่แข็ง เคี้ยวไม่ออกแล้ว เราก็เด็ดทิ้ง
ใบก็เช่นกัน เลือกเฉพาะใบอ่อนที่พอรับประทาน ครูคนนี้ก็ไม่รู้อีกว่า ใบขนาดไหนที่เรียกว่าใบอ่อน ใบอย่างไหนที่เรียกว่าใบแก่
ท่านผู้อ่านที่เคารพ สังคมไทยเราไปไกลเกินเยียวยาเสียแล้ว แม้เรื่องที่เป็นความรู้พื้นฐาน เช่นในบริบทที่เล่ามานี้ คนที่เป็นครูยังไม่รู้ นับประสาอะไรกับนักเรียนในชั้น
ขณะที่เราล้อมวงเด็ดใบตำลึงกองโตกันอยู่นั้น ก็มีคนถามว่า “ตัวผู้ก็เอาด้วยหรือคะ”
คนกรุงเทพฯ อาจจะไม่รู้ว่า ใบตำลึงนั้น มีทั้งตัวผู้และตัวเมีย ที่เรานิยมรับประทาน และแม่ค้าเอามาขาย เป็นตำลึงตัวเมีย ใบไม่เว้า ถ้าเป็นตำลึงตัวผู้ ใบจะเว้ามากกว่า
ผู้เขียนเห็นว่า ทั้งหมดนี้ เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นเรื่องพื้นๆ ที่ควรจะรู้แล้ว แต่ขนาดครูจบปริญญาตรีท่านนี้ ยังไม่รู้ แล้วเขารู้อะไร
ลำพังการศึกษาที่รู้เพียงการท่องจำตัวหนังสือในตำรา ที่คนอื่นเขียนนั้น ไม่ช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีได้
การกลับไปสู่ชีวิตที่เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา น่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่เราจะกลับไปหาตัวตน เป็นการศึกษาองค์รวมของชีวิต ของสังคม และตนเอง
ชีวิตของเราหลายคน ที่อยู่คอนโดก็ดี อยู่หอพักก็ดี เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมเมือง แต่อยากแนะว่า ควรหาโอกาสกลับไปสัมผัสชนบท ที่ซื่อ ใส น่ารัก เป็นธรรมชาติ เพื่อให้ตัวเราได้เติมเต็มความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์กันเป็นครั้งเป็นคราว
ลูกหลานที่โตมากับธรรมชาติ จะมีปัญหาทางอารมณ์ และในการปรับตัวน้อยกว่าเด็กๆ ที่โตมากับป่าคอนกรีต และจอโทรทัศน์
คุณพ่อคุณแม่ที่รัก และปรารถนาดี ย่อมอยากให้ลูกโตขึ้นแล้วยืนบนลำแข้งของตนเองได้ ควรสร้างบริบทให้ลูกได้สัมผัสกับชีวิต ที่อยู่กับธรรมชาติ รู้จักธรรมชาติมากขึ้น ตั้งแต่เขายังเล็กๆ
เป็นการหล่อหลอม และให้ภูมิคุ้มกันลูกไปโดยปริยาย
"ธัมมนันทา"



