Kom Lifestyle

จริงดิ!!  “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” คอนเนก..ทุกขั้วอำนาจ

จริงดิ!!   “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ”  คอนเนก..ทุกขั้วอำนาจ
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

เรื่องแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ที่คนไทยงงเด้! ว่ามันคือเกมเก้าอี้ดนตรี หรือการละเล่นอะไรกันแน่ มักมีชื่อ “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” โผล่มาเสมอ ว่าแต่เขาคือใครกันน้า....??

          ข่าวสารแวดวงสีกากีเรื่องแต่งตั้งโยกย้าย ที่คนไทยงงเด้! ว่ามันคือเกมเก้าอี้ดนตรี หรือการละเล่นอะไรกันแน่นั้น มักจะมีชื่อ “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” โผล่มาพร้อมเสียงกระซิบผ่านสายลมว่า เขาคือผู้วางหมากตัวจริง

          โดยเฉพาะคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการและสารวัตร ที่เป็นข่าวร้อนช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมๆ กับเรื่องวงเงินในแวดวงตลาดสด จนทำให้รั้วปทุมวันร้อนฉ่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ต้องรีบออกมาแจงรัวๆ ยอมรับว่า โจ๊ก หวานเจี๊ยบ ก็คือ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล แต่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับงานเก้าอี้หนนี้

          ถึงขั้นนี้หลายคนชักอยากรู้ว่าเขามีดีอะไร ทำไมถึงได้ดูช่างเป็นคนสลักสำคัญขนาดนี้?

          พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล เกิดวันที่ 29 ตุลาคม 2513 เป็นหนุ่มใต้ ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา บิดาคือ นายดาบตำรวจไสว มารดาคือ สุมิตรา หักพาล เป็นครูสอนโรงเรียนกลับเพชรศึกษา

          โจ๊กมีน้องชายหนึ่งคน ปัจจุบันเป็นผู้จัดการบริษัทเอกชน

          โจ๊กเรียนชั้นอนุบาลเป็นลูกคุณครูอยู่ที่โรงเรียนกลับเพชรศึกษา ต่อมาไปต่อชั้นประถมที่โรงเรียนวิเชียรชม ก่อนจะสอบเข้าเรียนชั้นมัธยม 1 โรงเรียนมหาวชิราวุธ ด้วยคะแนนที่สูงเป็นอันดับต้นๆ จนได้คัดเลือกเข้าเรียนรวมกันในห้องคิง โดยเป็นรุ่น “เสือเหลือง มว.87" แถมที่นี่ยังเคยเป็นโรงเรียนเดิมของรัฐบุรุษ เปรม ติณสูลานนท์ อีกด้วย

          พอจบระดับชั้นมัธยม 5 สายวิทย์-คณิต โจ๊กตัดสินใจสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเมื่อปี 2531 โดยได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักเรียนเตรียมทหารยอดเยี่ยมด้านกีฬาประจำปี 2532

          นอกจากนี้ยังสำเร็จปริญญาตรี สาขารัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 47 ปริญญาโทสังคมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม จากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสามารถสอบคัดเลือกเข้าเรียนได้เป็นอันดับ 1

          แถมยังมีดีกรีปริญญาเอกปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย และยังกำลังศึกษาปริญญาเอก สาขาอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม ที่มหาวิทยาลัยมหิดล อีกด้วย

          เส้นทางสายสีกากีของเขาเริ่มขึ้นพร้อมๆ กับที่ศึกษาระดับชั้นปริญญาโทไปด้วย จนเมื่อจบมหาบัณฑิตมาก็ย้ายไปเป็นนายเวรให้ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สมุทรสาคร อยู่ 2 ปี

          จากนั้นย้ายไปเป็นผู้ช่วยนายเวร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 รับผิดชอบพื้นที่อีสานตอนล่าง ประมาณปีกว่า ก็ย้ายตามผู้บังคับบัญชาไปเป็นรองสารวัตรกองกำกับการสืบสวน ภาค 7

          ต่อมาถูกสั่งให้ไปติดตามผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ขณะนั้นคือ พล.ต.อ.บุญชัย ชื่นสุชน ก่อนจะย้ายไปเป็นสารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง จ.เชียงใหม่ 

          อยู่ได้ปีกว่าก็ย้ายไปเป็นสารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง จ.ชลบุรี และก็เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้กำกับการผู้ช่วยนายเวร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สมัยนั้นคือ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีต ผบ.ตร.

          ทำได้ 3 ปีกว่า เลื่อนยศเป็นผู้กำกับการกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ รับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสาน จากนั้นย้ายลงพื้นที่ภาคใต้ไปเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ จากนั้นปีกว่าก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สงขลา

          และได้รับความไว้วางใจจาก พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต ผบ.ตร.สมัยนั้น ให้มาเป็นผู้บังคับการกองกำลังส่วนหน้า รับผิดชอบพื้นที่ 4 อำเภอของสงขลา และพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนล่าง ผ่านไป 2 ปีกว่า ย้ายไปเป็นรองผู้บังคับการ 191

          จนช่วงปี 2557 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่ประสานงานสำนักนายกรัฐมนตรี ตอนนี้เองที่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันขรมว่า แบบนี้ก็ได้เหรอ!!? แถมยังเป็นนายพลตำรวจคนแรกที่มีอายุราชการน้อยที่สุดตั้งแต่มีการก่อตั้ง “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ด้วยวัยเพียง 42 ปีเท่านั้น

          ใครจะว่าอะไร เดอะโชว์มัสโกออน ยังทำหน้าที่ต่อไป ทั้งย้ายไปเป็นผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว ได้ทำคดีทลายขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญ จากนั้นย้ายมาเป็นผู้บังคับการ 191 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 24 ปี ของการรับราชการตำรวจในวัยเพียง 46 ปี

          สำหรับฉายา “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” เขาเคยบอกเสมอกับสื่อมวลชนว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าได้มายังไง แต่คิดว่าอาจมาจากการที่ตนมีบุคลิกเป็นคนพูดจาเพราะ แต่ก็คิดว่าไม่เสียหายอะไร เพราะเมื่อเป็นบุคคลสาธารณะการตั้งฉายาจึงเป็นเรื่องปกติ

          แต่เอาเข้าจริงฉายานี้ต้องมีที่มา เพราะเรื่องราวของเขายังมีทีเด็ด!!! ที่ต้องบอกให้รู้กัน โดยสื่อผู้จัดการเคยเล่าเรื่องของเขาว่า เด็กชายสุรเชษฐ์ แต่ก่อนมีชื่อเล่นที่เพื่อนๆ เรียกอยู่ 2 ชื่อ คือ “โจ๊ก” กับ “โจ๊ะ” ชีวิตตอนเยาว์วัย เขาเป็นเด็กในบ้านของ พล.ต.อ.เสมอ ดามาพงศ์ อดีตนายตำรวจใหญ่ และยังเป็นบิดา คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์

          โดยบิดาของโจ๊ก ดาบตำรวจไสว หักพาล เป็นเสมือนพ่อบ้าน เลขาฯ คนขับรถ และบอดี้การ์ดส่วนตัวของ พล.ต.อ.เสมอ ไปไหนไปกันตลอด วันเวลาผ่านไปจนถึงยุครุ่งโรจน์ของตระกูลชินวัตร แวดวงสีกากีมักจะใช้บริการของ ด.ช.โจ๊ก

          แต่เรื่องนี้เจ้าตัวเพิ่งแจงรัวๆ ไปว่า ตนไม่เคยอยู่ในบ้านดามาพงศ์ หรือรับใช้ใครที่นั่นเลย แต่บิดาซึ่งเป็นตำรวจชั้นนายดาบ สังกัดกองพลาธิการตำรวจ มีหน้าที่เป็นพลขับให้ผู้บังคับบัญชาที่โยกย้ายมารับตำแหน่งที่สงขลา ซึ่งขณะนั้นพอดีว่า พล.ต.อ.เสมอ ดามาพงศ์ เคยมารับตำแหน่งอยู่ที่นั่น 1 ปี แล้วก็แยกย้าย แค่นั้นเอง

          อย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้หลายคนก็ยังแปลกใจอยู่ดีว่าทำไมเขาถึงยังมีความสนิทสนมกับผู้ใหญ่ในรัฐบาล คสช. มากเป็นพิเศษ ถึงขนาด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เมตตาเอ็นดูเข้าออกบ้านได้ทุกซอกมุม (โพสต์ทูเดย์ 14 มิถุนายน 2560)

          ก็ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้องกับการที่เขายังเป็นเพื่อนสนิทกับ พ.อ.นิมิตต์ สุวรรณรัฐ เสนาธิการนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ เม้าท์กันทั่วว่า ที่ผ่านมาเขายังมักเป็นกาวใจให้ทุกรัฐบาลเสมอมา เพราะหากย้อนไปดูเส้นทางเขาก็เติบโตมากับทุกขั้วอำนาจมาโดยตลอด

          จริงไม่จริงยังไงไม่รู้ นี่ยังมีอีกฉายา คือ “ผบ.ตร.น้อย” ซึ่งถ้าดูจากอายุราชการที่เหลือบาน นานกว่า 15 ปี ก็ไม่ใช่เรื่องเกินฝันแล้วล่ะโจ๊ก!!

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด