ไลฟ์สไตล์

โลกใบนี้ดนตรีไทย - ๙ ในดวงใจ

โลกใบนี้ดนตรีไทย - ๙ ในดวงใจ

15 ก.ย. 2552

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงาน ๙ ในดวงใจ ที่ชาวไทยทั้งประเทศร่วมใจกันถวายราชสดุดีให้ในหลวงของเรา ด้วยการร้องเพลง สรรเสริญพระบารมี และ เพลงสดุดีมหาราชา ในเวลา 09.09 น. ของวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009

  โดยงานนี้ได้จัดขึ้นในสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง เช่น สยามพารากอน ทำเนียบรัฐบาล โดยมีสวนลุมพินีเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดโทรทัศน์ และต่างจังหวัดทุกจังหวัด ก็จะรวมใจมากันที่ศาลากลางจังหวัด โรงเรียนส่วนใหญ่ก็จะจัดกันเอง ภายในโรงเรียนทั่วประเทศ แม้กระทั่งผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพฯ ก็ยังมาร่วมกันจัด โดยใช้โรงแรมฮิลตัน มิลเลเนียม เป็นสถานที่ในการจัด

 สรุปได้ว่า ชาวไทยทั้งประเทศ ทุกชนชั้น ต่างก็รวมใจกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงสดุดีมหาราชา กึกก้องกระหึ่มทั่วประเทศ  แสดงถึงพระบารมีของพระองค์ท่าน ที่มีเหนืออยู่ในจิตใจของชาวไทยทุกคน ส่วนตัวผมเองในวันนั้น  ก็ได้รับเชิญให้นำวงดนตรีร่วมสมัย  ขุนอิน ออฟบีทสยาม ไปร่วมแสดงในงานนี้ ที่สวนลุมพินี ซึ่งหลังจากที่ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงสดุดีมหาราชาแล้ว ก็จะเป็นการแสดงคอนเสิร์ต โดยเริ่มจากกลุ่มศิลปิน AF4 ซึ่งแต่งเพลง  9 ในดวงใจ  มาร้องแบบใหม่เอี่ยมและเก๋ไก๋ เข้าบรรยากาศเป็นอย่างมาก และน้องๆ AF4 ที่นำทีมโดย น้องนัทและน้องต้อล  ก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์ของเพลงนี้ได้ดี  ถ้าใครได้ชมการถ่ายทอดทาง ทรูวิชั่น CH7 ก็จะทราบทันทีว่าเพลงนี้ไพเราะและกินใจเป็นอย่างมาก

 หลังจากจบการแสดงของกลุ่มศิลปิน AF4 แล้ว ก็มาถึงคิวของวงผม ซึ่งยกวงไปกันแบบ ฟูลแบนด์ ซึ่งผมได้เล่นเพลงพระราชนิพนธ์ ของพระองค์ท่านก็ คือเพลง ใกล้รุ่ง ในสไตล์แมมโบ้   จังหวะช่าช่าช่าและซองโก รวมกัน 2 จังหวะในเพลงเดียวกัน และต่อจากนั้นก็มาถึงคิวของพี่ต๋อง เทวัญ ทรัพย์แสนยากร ออกมาเดี่ยวแซกโซโฟน เพลงอาทิตย์อับแสง และพี่โอ้ โอฬาร ก็ยกวงมาเหมือนกันในเพลงแสงเทียน และที่เรียกเสียงฮือฮาของท่านผู้ชมได้มากที่สุด ก็คือ พี่หรั่ง ร็อคเคสตรา ควงคู่น้องเต๋า สมชาย เข็มกลัด ออกมาขับขานเพลงรักเธอประเทศไทย และทั้งหมดนี้ ก็คือบรรยากาศที่เกิดขึ้นในงาน 9 ในดวงใจ                                                           
                                                                                                                                                         ในงานวันนั้นเท่าที่ผมสังเกต จะมีผู้ร่วมงานที่มีวัยต่างๆ ทั้งเด็กนักเรียน วัยรุ่น ผู้สูงวัย และส่วนใหญ่ก็จะพร้อมใจกันใส่เสื้อเหลืองเข้ามาในงาน แต่ก็มีหลายท่านที่สวมใส่ชุดสีแดงปะปนอยู่กับของเสื้อเหลือง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจว่าใครจะใส่เสื้อสีอะไร ทั้งนี้เป็นเพราะทุกคนมีจุดประสงค์เดียวกัน ก็คือมาถวายราชสดุดีแด่ในหลวงของเรานั่นเอง ทั้งนี้ ก็ต้องขอชมเชยให้แก่ทรูวิชั่น ที่เป็นแม่งานให้แก่งาน 9ในดวงใจ ที่สวนลุมพินี รวมถึงพิธีกร คุณเอก  channel V และคุณ มนัสนันท์ ณ นคร และงานนี้ก็จบลงได้ด้วยความสมบูรณ์แบบ เรียกว่า ฝนไม่ตก แดดไม่ร้อน ทั้งนี้ก็เป็นเพราะพระบารมีของพระองค์ท่านนั่นเองแหละครับ

 สำหรับฉบับนี้ ยังพอมีเนื้อที่เหลืออยู่บ้าง ผมก็จะถือโอกาสตอบคำถามจากจดหมายฉบับที่ 2 ของคุณสุรีย์ กิติพงษ์ ที่ค้างคามา 2 เดือนกว่า โดยคุณสุรีย์ ถามว่า สืบเนื่องจากได้ดูคอนเสิร์ตของขุนอินกับวงคาราบาว ชื่นชอบมาก และทำไมไม่เอาคอนเซ็ปต์ นี้กับวง แจ๊ส แท้ๆ ไม่ใช่วง contem นะคะ 

 คำตอบก็คือ เครื่องดนตรีไทย ถ้านำไปเล่นรวมกับดนตรีสากลจะป็นแนวอะไร ก็ต้องถือว่า เป็นการ contem หรือร่วมสมัยด้วยกันทั้งนั้น โดยลักษณะของคำถามนี้ ก็จะตรงกับคอนเซ็ปต์ ของวง contem jazz  และจริงๆ แล้ว ผมก็มีวงลักษณะนี้อยู่แล้ว และก็เล่นตามงานอีเวนท์ต่างๆ ที่ไม่เปิดให้คนทั่วไปได้เข้าชม จึงทำให้ คุณสุรีย์ ไม่มีโอกาสได้ชมเท่านั้นเอง

 ส่วนคำถามสุดท้าย ซึ่งทำให้ผมมีความสงสัยว่า ทำไมคุณ สุรีย์ จึงได้ รู้อะไรที่เกี่ยวกับตัวผม เหมือนกับเป็นคนที่รู้จักกันมาก่อน โดยถามว่า นอกจากโหมโรงเตรียมอุดม โหมโรงนครปฐม โหมโรงช่อผกา โหมโรงเพ็ชรัตน์และโหมโรงเมดอินไทยแลนด์ ที่ผมแต่งขึ้นแล้วยังมีอีกไหม และในยุคปัจจุบัน ใครเป็นผู้แต่งเพลงโหมโรงมากที่สุด และหลักการแต่งเพลงโหมโรง มีอะไรสำคัญที่สุดที่ต้องยึดถือ และในยุครัตนโกสินทร์ ครูหลวงประดิฐไพเราะฯ  ถือว่า เป็นผู้แต่งเพลงโหมโรงมากที่สุดใช่หรือไม่ เรียกว่าคำถามข้อนี้เป็นชุดใหญ่ คงต้องเอาไว้ในฉบับหน้าก็แล้วกัน ผมจะมาสาธยายให้หมดเปลือก

 สำหรับฉบับนี้หมดเนื้อที่แล้วล่ะครับ  และตอนนี้เว็บไซต์ของผมได้ปิดปรับปรุง แต่ก็สามารถเขียนคำถามมาได้ที่อีเมล  [email protected] [email protected]>  ได้เหมือนเดิมนะครับ …สวัสดี

"ขุนอิน"