ไลฟ์สไตล์

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง - “จระเข้เขาใหญ่ จะอยู่หรือไม่?”

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง - “จระเข้เขาใหญ่ จะอยู่หรือไม่?”

13 ก.ย. 2552

เมื่อ “แพนด้า” เป็นข่าวฮอตมาโดยตลอด จนบังเกิดมีสัตว์ชนิดอื่นตามกระแสมาด้วย เช่น ช้างแพนด้า ควายแพนด้า หมาแพนด้า หรือแม้แต่จระเข้แพนด้า ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นการกระทำของมนุษย์ โดยใช้สีทาบนตัวสัตว์เหล่านั้น ยกเว้นหมาที่มีสีขนขาวดำตามตำแหน่งใกล้เคียงกับแพ

 นี่จระเข้ที่เขาใหญ่เป็นข่าวดังขึ้นมา มิใช่ว่ามีใครเอาสีไปทาเลียนแบบแพนด้า หากมีการโพสต์ข่าวและรูปของจระเข้ซึ่งนักท่องเที่ยวถ่ายภาพไว้ได้จากบริเวณแหล่งน้ำใกล้กับน้ำตกเหวสุวัต จากนั้นก็ครึกโครม ลงหน้าหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ ใครขาดข่าวนี้ถือเป็นพวกตกขบวน

 ผมเองถูกรับเชิญไปออกรายการและให้สัมภาษณ์ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับจระเข้อยู่ด้วย โดยเป็นนายกสมาคมจระเข้!

 อย่าเข้าใจผิดครับ ไม่ใช่หัวหน้าไอ้เข้ ชื่อจริงๆ คือ “สมาคมส่งเสริมการอนุรักษ์และเพาะเลี้ยงจระเข้แห่งประเทศไทย” เป็นศูนย์รวมนักวิชาการและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงจระเข้ขายเป็นอาชีพ ส่งเสริมอนุรักษ์จระเข้อย่างถูกวิธี และสนับสนุนราชการในการดูแลจระเข้ในธรรมชาติ

 สำหรับเรื่องจระเข้บนเขาใหญ่นั้น เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อปี 2547-2548 มีผู้พบจระเข้ยาวเมตรกว่าๆ ในแหล่งน้ำเดียวกันกับที่เป็นข่าวขณะนี้ สมาคมฯ ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่งเจ้าหน้าที่นักวิจัยจระเข้ของสมาคมฯ ขึ้นไปสำรวจโดยต้องตอบข้อสงสัยตั้งแต่ว่าจระเข้ที่พบเป็นพันธุ์ใด? จระเข้เหล่านั้นเป็นจระเข้ดั้งเดิมของเขาใหญ่ หรือมาจากแหล่งอื่นๆ? และจะทำอย่างไรต่อไปกับจระเข้ที่พบ?

 จากการสำรวจเมื่อปี 2547 นั้น พอจะบอกได้ว่าจระเข้ที่พบน่าจะเป็นจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย โดยดูจากลักษณะภายนอกเป็นหลัก เพราะไม่มีการจับจระเข้มาเจาะเลือดตรวจ DNA และน่าจะเป็นจระเข้ที่ถูกนำมาปล่อย เพราะตามประวัติการกระจายพันธุ์จระเข้ของประเทศไทย ซึ่งสำรวจไว้ไม่ปรากฏว่าที่ “เขาใหญ่” คือ ถิ่นฐานตามปกติจระเข้ห่างไกลมาก

 อีกทั้ง ความเป็นอุทยานแห่งชาติเปิดให้ประชาชนท่องเที่ยวมากว่า 30 ปี ก็ยังไม่เคยมีใครพบเห็นจระเข้มาก่อน ประกอบกับจระเข้ที่พบขณะนั้นมีขนาดเพียง 1.4-1.7 เมตร ซึ่งจัดเป็นจระเข้เด็กเสียอีก ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงเป็นข้อสรุปว่าเขาใหญ่มิใช่แหล่งจระเข้ตามธรรมชาติ แต่มีจระเข้จากที่อื่นเข้ามาอยู่ ซึ่งก็ยังชีพได้เพราะมีอาหารคือปลาและความปลอดภัยเพราะอยู่ในเขตอุทยานฯ จากนั้นมาก็มิได้มีใครสนใจจระเข้ดังกล่าว ข่าวหายเงียบไป แนวทางการบริหารจัดการไม่มี จวบจนถึงวันนี้มีผู้พบเห็นอีกจะเป็นตัวเดิมหรือไม่ ไม่มีใครยืนยันได้ แต่พบไม่น้อยกว่า 2 ตัว

 ครั้งนี้ มีหน่วยงานของกรมอุทยานฯ ลงไปสำรวจ นัยว่าศึกษาหาพฤติกรรม แต่ระยะนี้เป็นฤดูฝน น้ำหลากมากซ้ำไหลเชี่ยว ทำให้การสำรวจลำบาก มีคำถามเกิดขึ้นว่า จะทำอย่างไรกับจระเข้ที่พบบนเขาใหญ่? ในเมื่อมันไม่ใช่ถิ่นฐานดั้งเดิมของจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย หรือน้ำเค็มก็ตาม!

 เกิดมีแนวคิดให้เอาไว้ที่เดิม ปล่อยให้มันอยู่ต่อไปตามธรรมชาติ จัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวดูจระเข้ซะเลย เพราะปัจจุบันนักท่องเที่ยวก็แห่ไปชมอย่างไม่เกรงกลัวอันตรายอยู่แล้ว!

 ส่วนแนวทางการจัดการอนุรักษ์ธรรมชาติ เขาถือว่าจระเข้ที่พบนี้เป็นสัตว์แปลกปลอม ต่างถิ่นเข้าไปอยู่ในถิ่นที่มิใช่ถิ่นฐานดั้งเดิมของมัน ซึ่งไม่เคยมีจระเข้มาก่อน ทั้งยังเป็นเขตอุทยานแห่งชาติซึ่งไม่อนุญาตให้ใครก็ตามเอาสัตว์ไปปล่อยตามอำเภอใจ เนื่องจากมีโอกาสสร้างปัญหาแก่ระบบนิเวศนั้นๆ เช่น ทำอันตรายสัตว์พื้นถิ่น (กินปลา และนากจนหมดห้วย) ทำอันตรายนักท่องเที่ยว (ในฤดูแล้งน้ำตื้นคนลงเล่นน้ำ) ฯลฯ

 ที่สำคัญ จะเป็นเยี่ยงอย่างให้คนมักง่าย เบื่อสัตว์เลี้ยงแปลกๆ เห็นว่าอุทยานจะเป็นแหล่งทิ้งสัตว์ของเขาเมื่อยามเกิดปัญหาได้ และสัตว์เหล่านั้นก็ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างถูกต้อง

 ลำพังเขาใหญ่ในอดีต จนปัจจุบันก็มีสัตว์ต่างถิ่นซึ่งถูกมนุษย์นำขึ้นไปปล่อยทิ้งไว้ก่อปัญหานิเวศอยู่หลายชนิดแล้ว เช่น นกหงษ์หยก ลิง หรือแม้แต่หมาก็ตาม นี่ยังจะมีจระเข้อีกอย่างหรือครับ?
      ปานเทพ รัตนากร